เกาะขาม จ.ชลบุรี

เกาะขาม เป็นเกาะเล็ก ๆ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ห่างออกไปจากฝั่งประมาณ 9 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางด้วยเรือประมาณ 45 นาที และอยู่ทิศตะวันตกของเกาะแสมสารห่างจากท่าเรือแสมสาร 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางด้วยเรือประมาณ 15 นาที เกาะขามมีรูปร่างคล้ายตัว H มีพื้นที่ประมาณ 61 ไร่ อยู่ภายใต้การดูแลของกองเรือป้องกันฝั่ง


ความสวยงามของท้องทะเลบริเวณเกาะขาม รวมถึงธรรมชาติบนเกาะ ทำให้นักเดินทางต่างแวะเวียนไปท่องเที่ยวเกาะขามอยู่เสมอ ๆ โดยชายหาดของเกาะขามมีสองหาดใหญ่ ๆ คือหาดด้านทิศเหนือและทิศใต้ ชายหาดด้านทิศเหนือเป็นทรายค่อนข้างละเอียด เหมาะสำหรับการว่ายน้ำและสันทนาการทางน้ำ ด้านทิศใต้เป็นหาดทรายหยาบมีหินกรวดและซากปะการังทับถมเต็มชายหาด


ลึกลงไปในน้ำของเกาะขามจะพบ แนวปะการังอันอุดมสมบูรณ์กระจายตัวอยู่รอบ ๆ เกาะ บริเวณที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ของปะการังอยู่ทางทิศใต้ ซึ่งแนวปะการังในบริเวณนี้จะเป็นปะการังเขากวาง ปะการังโต๊ะ และปะการังสมอง ในระดับความลึกของน้ำประมาณ 3 - 6 เมตร จึงเหมาะสำหรับการดำน้ำท่องเที่ยว ทั้งแบบผิวน้ำและแบบน้ำลึก นอกจากนี้ ยังพบปลาทะเลที่สวยงาม ได้แก่ ปลาผีเสื้อ ปลาสลิดหิน ปลาอมไข่ ปลากะรัง และ ปลารวมฝูง เช่น ปลาหางเหลือง อีกทั้งยังพบสัตว์ทะเลอื่นๆ ได้แก่ หอยมือเสือ หอยมือแมว ดอกไม้ทะเล กับปลาอินเดียแดง กุ้งและปูชนิดต่างๆ ดาวขนนก เม่นทะเล และปลิงทะเลที่มีความสวยงามโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เฉพาะตัวของเกาะขาม


จุดเด่นของอุทยานใต้ทะเลเกาะขาม นอกจากอุดมไปด้วยแนวปะการังน้ำตื้นแล้ว ยังเป็นสถานที่แห่งแรกของ ประเทศไทย ที่ได้มีการเคลื่อนย้ายปะการังที่กำลังจะเสื่อมโทรมจากมลภาวะบริเวณเกาะเตาหม้อมาลงไว้ที่เกาะขาม เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างแนวปะการังในบริเวณที่เสื่อมโทรมและตายไปให้ดียิ่งขึ้น และปรากฏว่าปะการังส่วนใหญ่ยังคงดำรงชีวิตอยู่ได้และเจริญเติบโต เพื่อสร้างแนวปะการังที่เสื่อมโทรมให้ฟื้นคืนสู่สภาพที่สมบูรณ์เหมือนเดิม


โดยพื้นที่ปะการังรอบเกาะขาม มีพื้นที่ปะการังทั้งสิ้น 83,000 ตารางเมตร โดยแยกเป็นประเภทปะการัง เขากวาง 50,000 ตารางเมตร ปะการังก้อน 30,000 ตารางเมตร ปะการังโต๊ะและอื่น ๆ 3,000 ตารางเมตร จากการสำรวจในเบื้องต้น มีปะการังที่ดีราว 20,000 ตารางเมตร และปะการังเสียหายประมาณ 60,000 ตารางเมตร โดยในส่วนที่เสียหายนี้ได้รับการพัฒนาและเสริมสร้างปะการังแล้วเป็นพื้นที่ 14,300 ตารางเมตร แต่อย่างไรก็ตาม ปะการังในส่วนที่ดีพื้นที่ 20,000 ตารางเมตร นั้นได้รับความเสียหายตายไปเป็นบางส่วน ทำให้เหลือปะการังที่ไม่ได้รับผลกระทบและยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์เต็มที่ประมาณ 4,000 ตารางเมตร

หาดทรายแก้ว จ.ชลบุรี

หาดทรายแก้ว ตั้งอยู่ในพื้นที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ บริเวณอ่าวน้อย ตำบลบางเสร่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี มีพื้นที่อยู่ทั้งสิ้น 116 ไร่ แต่เดิม หาดทรายแก้ว ชื่อ "หาดน้อย" ต่อมาเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2546 พลเรือเอก ทวีศักดิ์ โสมาภา ผู้บัญชาการทหารเรือ (ในขณะนั้น) ได้สนับสนุนการท่องเที่ยว จึงได้สั่งการให้ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ ดำเนินการสำรวจและพัฒนาพื้นที่นี้ เพื่อจัดเป็นสถานที่พักผ่อนของกำลังพลของกองทัพเรือ และบุคคลภายนอก โดยมีแนวทางการท่องเที่ยวที่เน้นในเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติ ในแง่ของการพักผ่อนอยู่กับธรรมชาติอย่างแท้จริง


สำหรับ หาดทรายแก้ว มีความยาวประมาณ 1,700 เมตร เป็นหาดทรายปนปะการัง ลักษณะเม็ดทรายละเอียดขาว อันเกิดจากการทับถมของทรายและปะการัง คล้ายหาดในฝั่งทะเลอันดามัน น้ำทะเลใสสะอาด มีพันธุ์ไม้ธรรมชาติขึ้นอยู่หลากหลายชนิด


ภูมิประเทศบริเวณ หาดทรายแก้ว รายรอบด้วยภูเขา มีป่าละเมาะซึ่งยังคงสภาพสมบูรณ์ มีพื้นที่ราบหลังหาดประมาณ 100 ไร่ ซึ่งพบมีร่องรอยของเตาเผาถ่านเก่าโบราณอยู่จำนวน 8 เตา หาดทรายมีลักษณะไม่ลาดชัน พื้นท้องทะเลเป็นทรายปนปะการังและหาดหิน ถือเป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การท่องเที่ยว ดำน้ำ และพักผ่อนหย่อนใจอีกแห่งหนึ่ง เพราะสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี แต่ช่วงที่เหมาะสมที่สุดคือ ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนธันวาคม เนื่องจากลมไม่แรงและคลื่นลมสงบ

5 มหาบูชาสถาน พม่า

พม่า เรียกว่าเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ที่แต่ละปีจะมีชาวไทยเดินทางไปไหว้พระตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก อีกทั้งชนชาติพม่าได้ชื่อว่าเป็นชนชาติที่ยังยึดมั่นคำสอนในพระพุทธศาสนาอย่างเหนียวแน่ที่สุดชาติหนึ่งในโลก เพราะฉะนั้น วันนี้เราจึงนำเอา 5 มหาบูชาสถาน สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของประเทศพม่ามาแนะนำกัน


1. พระมหาเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง
พระมหาเจดีย์ชเวดากอง เป็นศาสนสถานและสิ่งศักดิ์สิทธิคู่บ้านคู่เมืองของชาวพม่า ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเชียงกุตระ เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า เชื่อกันว่าเป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น โดยความหมายคำว่า ชเว แปลว่า ทอง, ดากอง เป็นชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง เรียก ตาโกง แปลรวมว่า ทองแห่งเมืองดากอง

พระมหาเจดีย์ชเวดากอง มีประวัติศาสตร์เก่าแก่ยาวนานกว่า 2,500 ปี ตั้งแต่ครั้งของนครย่างกุ้งยังเป็นของชาวมอญ ตามตำนานเล่าว่า มีพ่อค้าชาวมอญ 2 คน ชื่อว่า ตผุสสะ และ ภัลลิกะ ได้เดินทางไปค้าขายยังประเทศอินเดีย ทั้งสองได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งกำลังประทับอยู่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และได้ถวายภัตตาหารแด่พระองค์ หลังจากเสวยเสร็จแล้ว พระพุทธเจ้าได้ประทานพระเกศาให้ 8 เส้น เมื่อ ตผุสสะ และ ภัลลิกะ เดินทางกลับ พระราชาแห่งอเชตตะได้ขอแบ่งพระเกศธาตุไป 2 เส้น พญานาคขอไปอีก 2 เส้น เมื่อเดินทางกลับถึงเมืองอสิตันชนะ พระเจ้าโอกกะละปะก็ได้ทรงประกอบพิธีต้อนรับพระเกศธาตุอย่างยิ่งใหญ่

และได้ทรงคัดเลือกสถานที่บนเขาสิงฆุตตระ นอกประตูเมืองอสิตันชนะ ให้เป็นที่สร้างพระเจดีย์ เพื่อบรรจุพระเกศธาตุ แต่ขณะที่กำลังทำการขุดดินก่อสร้างนั้น ก็ได้ค้นพบพระบริโภคเจดีย์ของอดีตพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ อีก 3 พระองค์ด้วย คือ ไม้ธารพระกร ภาชนะสำหรับใส่น้ำ และสบง จึงได้บรรจุของทั้งหมดนี้ในพระเจดีย์พร้อมกับพระเกศธาตุด้วย แต่ก่อนที่จะบรรจุก็ค้นพบด้วยว่า พระเกศธาตุกลับมี 8 เส้นดังเดิม พระเกศธาตุได้บรรจุไว้ภายในเจดีย์ทอง เงิน ดีบุก ทองแดง ตะกั่ว หินอ่อน และเหล็กตามลำดับ เสร็จแล้วจึงสร้างเจดีย์อิฐสูง 9 เมตรทับไว้ในชั้นแรก

 ต่อมาพระยาอู่แห่งเมืองหงสาได้ต่อเติมเจดีย์ให้สูงขึ้น 22 เมตร พระเจดีย์ได้ถูกซ่อมแซมเรื่อยมา จนมามีความสูง 120 เมตร ในสมัยพระเจ้ามังระใน พ.ศ 2473 ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างหนัก ทำให้ยอดของพระเจดีย์หักถล่มลงมา รัฐบาลพม่าและประชาชนช่วยกันบริจาคยกฉัตรขึ้นใหม่ดังที่เห็นปัจจุบัน ทั้งนี้ ภายในเจดีย์ชเวดากอง จะมีลานอธิษฐานสมปราถนา (ภายในกระเบื้องรูปดาว) ที่ชาวพม่าเชื่อกันว่าถ้าได้มานั่งอธิษฐานขอสิ่งใดก็จะสมปราถนา มีเจดีย์รายล้อมเจดีย์ชเวดากอง ซึ่งผู้ที่เข้ามานมัสการหรือเยี่ยมชมจะต้องถอดรองเท้าทุกครั้ง และเมื่อมาถึงทางเข้า ให้เดินตามเข็มนาฬิกา ขึ้นอยู่กับดวงวันเกิดของผู้เข้าที่จะดูตาม 12 นักษัตร รอบ ๆ พระเจดีย์ก็มีศาลเจ้าเล็ก ๆ อยู่รายรอบ


2. พระธาตุอินทร์แขวน หรือ พระธาตุเจดีย์ไจก์ถิโย
พระธาตุอินทร์แขวน หรือ ไจ้ก์ทิโย ในภาษามอญ หมายความว่า หินรูปหัวฤๅษี โดย พระธาตุอินทร์แขวน ตั้งอยู่ที่เมืองไจ้ก์โถ่ อำเภอสะเทิม เขตรัฐมอญของประเทศพม่า บนยอดเขา Paung Laung ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,615 ฟุต ลักษณะเด่นของพระธาตุอินทร์แขวน คือ มีลักษณะเป็นก้อนหินสีทองขนาดใหญ่สูง 5.5 เมตร ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันอย่างหมิ่นเหม่

โดยไม่ตกลงมาอย่างเหลือเชื่อ โดยมีตำนานเล่าขานกันในสมัยพุทธกาลว่า ฤๅษีติสสะเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับพระเกศาจากพระพุทธเจ้าที่ได้ทรงมอบให้ไว้เป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ให้ประชาชนสักการะ เมื่อครั้นได้มาแสดงธรรมเทศนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ ผู้ที่ได้รับมอบพระเกศาต่างก็นำไปบรรจุในสถูปเจดีย์ ส่วนฤๅษีติสสะกลับนำไปซ่อนไว้ในมวยผม เมื่อเวลาล่วงเลยถึงคราวที่ฤๅษีติสสะจะต้องละสังขารเต็มที เขาตั้งใจไว้ว่าจะนำพระเกศาไปบรรจุไว้ในก้อนหินที่มีรูปร่างคล้ายกับศีรษะของเขา ท้าวสักกเทวราช (พระอินทร์) จึงช่วยเสาะหาก้อนหินดังกล่าวจากใต้ท้องมหาสมุทร และนำมาวางหรือแขวนไว้บนภูเขาหิน

แต่บางตำนานก็เล่าว่า มีฤๅษีองค์หนึ่งซ่อนพระเกศาที่ได้รับมาจากพระพุทธเจ้า เมื่อครั้นมาโปรดสัตว์ในถ้ำไว้ในมวยผมมาเป็นเวลานาน และใกล้ถึงวาระที่จะต้องละสังขารจึงตัดสินใจมอบพระเกศาให้กับ พระเจ้าติสสะ กษัตริย์ผู้ครองนครแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบุตรของลูกศิษย์ที่นำมาฝากให้ฤๅษีช่วยเลี้ยงดูตั้งแต่เล็ก แต่ก่อนอื่นพระเจ้าติสสะต้องหาก้อนหินที่มีลักษณะคล้ายศีรษะของฤๅษี โดยมีพระอินทร์เป็นผู้ช่วยค้นหาจากใต้สมุทรนำมาวางไว้ที่หน้าผา

นอกจากนี้ อีกทั้งยังมีความเชื่อกันว่าพระอินทร์เสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ เพื่อนำเอาพระธาตุมาแขวนไว้ให้ผู้มีบุญมากราบไหว้ ใครได้มาสักการะก็เท่ากับได้ไหว้พระธาตุเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ และพระธาตุอินทร์แขวนยังเป็นพระธาตุประจำปีจอ (สุนัข) ที่คนเกิดปีนี้ต้องไปนมัสการสักครั้งหนึ่งในชีวิต อีกทั้งชาวพม่ายังมีความเชื่อว่าการได้มาสักการะพระธาตุอินทร์แขวน 3 ครั้ง จะโชคดีประสบความสำเร็จในชีวิตทุก ๆ ด้าน


3. มหาเจดีย์ชเวสิกอง เมืองพุกาม
พระมหาธาตุเจดีย์ชเวสิกอง เป็นเจดีย์ใหญ่ สวยงาม ศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศพม่า เป็นที่เคารพนับถือของทั้งชาวพม่าและชาวไทย ตั้งอยู่ที่เมืองพุกาม โดยชื่อ "ชเวสิกอง" มีหมายความว่า "เจดีย์ทองแห่งชัยชนะ" (ชเว = ทอง) สร้างโดย พระเจ้าอโนรธามังช่อ แต่แล้วเสร็จในรัชกาลพระเจ้าจานสิตาแห่งอาณาจักรพุกาม ราว 960 ปีก่อน ภายในเจดีย์เชื่อว่าบรรจุพระเขี้ยวแก้วและพระสารีริกธาตุ โดยอัญเชิญมาจากลังกา บนหลังช้างเผือก พระเจ้าอโนรธามังช่อได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าช้างเผือกคุกเข่าลงที่ใดจะสร้างเจดีย์ไว้ที่นั่น

เจดีย์ชเวสิกองเป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำ พื้นผิวภายนอกถูกปิดด้วยทองคำเปลว ถูกบูรณะในสมัยต่อมาอีกหลายครั้ง แต่ปัจจุบันมีความสูงราว 53 เมตร หรือ 160 ฟุต มีลวดลายปูนปั้นอยู่ 3 แถว และมีเจดีย์เล็ก ๆ เป็นบริวารอยู่รายรอบ


4. เจดีย์ชเวมอดอร์ เมืองหงสาวดี
เจดีย์ชเวมอดอร์ หรือ พระธาตุมุเตา ตั้งอยู่กลางเมืองหงสาวดี ซึ่งเป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุรวม 2 เส้น มีอายุเก่าแก่กว่า 2,000 ปี เป็นที่เคารพสักการะของทั้งกษัตริย์ มอญ พม่า และไทย เช่น พระเจ้าราชาธิราชของมอญ พระเจ้าบุเรงนองของพม่า และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของไทย อีกทั้งยังเป็นพระธาตุเจดีย์ที่สูงที่สุดของพม่า ด้วยความสูงถึง 374 ฟุต

พระธาตุมุเตา เคยพังทลายจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาแล้วถึง 4 ครั้ง โดยแผ่นดินไหวครั้งสุดท้าย เมื่อปี พ.ศ. 2473 ทำให้ปลียอดของพระธาตุมุเตาหักพังลงมา แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ คือ องค์พระธาตุไม่หักลงถึงพื้น จึงเป็นความเชื่อกันว่าหากใครได้ไปกราบไหว้องค์พระธาตุ แล้วเอาไม้ไปค้ำไว้กับยอดพระธาตุที่หักลงมา จากนั้นเอาหน้าผากไปแตะกับยอดองค์พระธาตุที่หักลงมา จะทำให้ชีวิตของคนคนนั้นไม่ว่าจะถึงช่วงชีวิตที่ตกต่ำยังไงก็จะไม่ตกต่ำถึงที่สุด ซึ่งเปรียบเหมือนยอดพระธาตุที่ต่อให้ตกอย่างไรก็ตกไม่ถึงพื้น และทำให้ชีวิตของคนนั้นมีความมั่นคงถาวร

ทั้งนี้ ยอดขององค์พระธาตุมุเตาได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2497 และยอดของพระธาตุที่หักลงมาตั้งอยู่บริเวณลานทางทิศเหนือของพระธาตุองค์ใหม่ ซึ่งสถานตรงนี้เองได้กลายเป็นสถานที่อธิษฐานขอพร


5. พระมหามัยมุนี เมืองมัณฑะเลย์
พระมหามัยมุนี พระพุทธรูปสำริดทรงเครื่องแบบกษัตริย์ ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3 เมตร พระพุทธรูปคู่บ้านคู่บ้านของพม่า ประดิษฐานอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ อดีตราชธานีของพม่าในยุคราชวงศ์คองบอง โดยคำว่า มหามัยมุนี แปลว่า ผู้รู้อันประเสริฐ ซึ่งชาวพม่าจะเรียกว่า มหาเมียะมุนี เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ เดิมทีเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของยะไข่

มีตำนานเล่าว่า พระมหามัยมุนี สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยกษัตริย์แห่งเมืองยะไข่ องค์พระทำจากทองสัมฤทธิ์ สูง 12 ฟุต 7 นิ้ว หนัก 6.5 ตัน ก่อนสร้างกษัตริย์ผู้สร้างทรงพระสุบินว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทานพรให้พระพุทธปฏิมาองค์นี้เป็นตัวแทนของพระองค์ เพื่อเป็นเครื่องสืบพระศาสนาไปในภายหน้า โดยในอดีตแม้เมืองยะไข่จะถูกโจมตีโดยกษัตริย์เมืองอื่นที่ทรงแสนยานุภาพอย่างไร ก็ไม่อาจที่จะเคลื่อนย้ายองค์พระมหามัยมุนีออกจากเมืองได้เลย เนื่องจากมีเหตุให้ขัดข้องทุกครั้งไป จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2327 รัชสมัยพระเจ้าปดุง แห่งราชวงศ์คองบอง ที่เมืองตียะไข่ได้ รวมถึงสามารถอัญเชิญพระมหามัยมุนีออกจากยะไข่ได้ โดยล่องมาตามแม่น้ำอิระวดีไปจนถึงยังเมืองมัณฑเลย์สำเร็จ พระมหามัยมุนีจึงได้ย้ายมาอยู่ที่เมืองมัณฑเลย์เป็นการถาวรนับแต่นั้นเป็นต้นมา

และด้วยความเชื่อว่า พระพุทธมหามัยมุนี นี้เป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิต เพราะด้วยเหตุที่ได้รับประทานพร (บางตำนานก็เล่าว่าได้รับประทานลมหายใจจากพระพุทธเจ้า) จึงมีประเพณีล้างพระพักตร์ถวาย โดยทุกเช้า เวลาประมาณ 04.00 น. พระมหาเถระและสาธุชนทั่วไปที่ศรัทธา จะมาทำพิธีล้างพระพักตร์ด้วยน้ำอบน้ำหอมผสมทานาคาอย่างดี พร้อมกับใช้แปรงทองแปรงที่พระโอษฐ์เสมือนหนึ่งแปรงพระทนต์ถวายพระพุทธเจ้า ก่อนใช้ผ้าจากศรัทธาสาธุชนถวายมาเช็ดจนแห้งสนิท พร้อมใช้พัดทองโบกถวายเป็นอันดี เสมือนหนึ่งได้อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนมชีพอยู่จริง ๆ

อนึ่ง องค์พระมหามัยมุนีมีการปิดทองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเป็นรอยย่นตะปุ่มตะป่ำไปทั้งพระองค์ ซึ่งหากเอานิ้วกดลงไป ก็จะรู้สึกได้ถึงความอ่อนนิ่มของทองคำเปลวที่ปิดทับซ้อนกันนับเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ชั้น ตลอดระยะเวลาเนิ่นนานกว่าศตวรรษ ทำให้พระมหามัยมุนีมีอีกพระนามหนึ่งว่า "พระเนื้อนิ่ม" แต่น่าแปลกที่ว่า แม้จะมีการปิดทองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนองค์พระใหญ่ขึ้นเพียงใดก็ตาม แต่พระพักตร์ขององค์พระมหามัยมุนีก็ยังแลดูใหญ่ตามองค์พระอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีการปิดทองที่องค์พระเลยแม้แต่น้อย

น้ำตกเอราวัณ จ.กาญจนบุรี

น้ำตกเอราวัณ เป็นอีกน้ำตกหนึ่งที่ขึ้นชื่อของ จังหวัดกาญจนบุรี เป็นน้ำตกที่สวยงามบนฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ มีระยะทางยาวประมาณ 1,500 เมตรติดต่อกัน เดิมมีชื่อว่า "น้ำตกสะด่องม่องลาย" ตามชื่อลำห้วยม่องลายซึ่งเป็นต้นน้ำของน้ำตก แต่ด้วยลักษณะน้ำตกชั้นที่ 7 ของที่นี่มีลักษณะคล้ายหัวช้างเอราวัณ 3 เศียร จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ น้ำตกเอราวัณ ซึ่งเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปเป็นอย่างดี


น้ำตกเอราวัณ นี้มีด้วยกันทั้งหมด 7 ชั้น แต่ละชั้นจะมีชื่อที่คล้องจองกัน เริ่มจาก... ชั้นที่ 1 ไหลคืนรัง เป็นน้ำตกชั้นเล็ก ๆ ที่เหมาะกับการนั่งเล่นรับลมพักผ่อน ชั้นที่ 2 วังมัจฉา เหมาะกับการลงเล่นน้ำ เพราะมีแอ่งให้ลงไปแวกว่ายได้ และมีฝูง "ปลาพลวง" อาศัยอยู่ในน้ำด้วย ชั้นที่ 3 ผาน้ำตก ชั้นนี้น้ำตกจะตกลงมาในระดับสูง นักท่องเที่ยวสามารถไปยืนบริเวณน้ำตกเพื่อเล่นน้ำได้ ชั้นที่ 4 อกผีเสื้อ ชั้นนี้มีจุดเด่นในการเล่นสไลด์เดอร์ไหลลื่นตกลงมายังแอ่งน้ำด้านล่าง เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบความตื่นเต้น ชั้นที่ 5 เบื่อไม่ลง เป็นชั้นที่กินพื้นที่กว้างสามารถเล่นน้ำได้ ชั้นที่ 6 ดงพฤกษา ชั้นนี้ถูกล้อมรอบด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ชั้นที่ 7 ภูผาเอราวัณ เป็นชั้นสุดท้ายซึ่งเป็นชั้นที่สวยงามมาก


โดยแต่ละชั้นของ น้ำตกเอราวัณ จะมีลักษณะเป็นอ่างสามารถเล่นน้ำได้ และยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติเอราวัณ มีระยะทางประมาณ 1,060 เมตร ใช้เวลาประมาณ 30 นาที เดินผ่านป่าดิบเขา จุดชมวิวและป่าผลัดใบที่สวยงาม ท่านจะได้รับความรู้และความเพลิดเพลินในการชื่นชมธรรมชาติที่สวยงามเป็นอย่างยิ่ง

ฮาวาย สหรัฐอเมริกา

ฮาวาย เป็นรัฐในสหรัฐอเมริกาตั้งอยู่ในหมู่เกาะฮาวายในมหาสมุทรแปซิฟิก ฮาวายได้รวมเข้ากับสหรัฐอเมริกา เป็นลำดับสุดท้าย ลำดับที่ 50 ในวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2502 (ค.ศ. 1959) โดยฮาวายตั้งห่างจากชายฝั่งสหรัฐอเมริกาประมาณ 3,700 กม. (2,300 ไมล์) แต่เดิมฮาวายถูกเรียกว่า "หมู่เกาะแซนด์วิช"(Sandwich Islands) ตั้งโดย เจมส์ คุก เมื่อล่องเรือมาพบเกาะ ในปี พ.ศ. 2321 (ค.ศ. 1778)


โฮโนลูลูเป็นเมืองหลวงและเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่บนเกาะโอวาฮู เป็นเมืองที่มีความเจริญสูงสุดของหมู่เกาะฮาวาย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะมาเริ่มต้นทริปกันที่นี่ โฮโนลูลู ในภาษาฮาวายแปลว่า ความสงบ อันหมายถึงความปลอดภัยและการใช้ชีวิตแบบวิถีของชาวเมือง สถานที่ท่องเที่ยวในฮาวายมีมากจนแทบอยู่นิ่งไม่ไหว แล้วแต่ละที่นั้นสวยงามอย่างธรรมชาติชาวเกาะ จนทำให้อยากโดดโอบผืนฟ้า กอดจูบท้องทะเลให้ลืมหายใจเลยทีเดียว


Iolani Palace (พระราชวังอิโอลานี) คือพระราชวังเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา ในอดีตเคยเป็นที่ประทับของกษัตริย์ผู้ปกครองฮาวาย แต่ในปลายยุคศตวรรษที่18 ฮาวายก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอเมริกา และสภาถูกปกครองด้วยกลุ่มคนผิวขาว ทำให้กษัตริย์หมดอำนาจ และพระบรมราชินีลิลีอูกาลานี ได้ถูกกักขังโดยจำกัดอิสระภาพในพระราชวังแห่งนี้เป็นเวลานานนับปี สุดท้ายฮาวายจึงได้ถูกรวมให้เป็นมลรัฐหนึ่งของสหรัฐอเมริกาในปีพ.ศ.2502 นับรวมถึงปัจจุบันเป็นเวลาถึงครึ่งศตวรรษ พระราชวังอิโอลานี จึงเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และได้มีการจดทะเบียนไว้เป็นสถานที่สำคัญ ทางประวัติศาสตร์แห่งชาติเป็นที่เรียบร้อย หลังจากที่ฮาวายถูกนับรวมเป็นหนึ่งกับสหรัฐอเมริกา พระราชวังแห่งนี้ถูกใช้เป็นศาลากลางเฉพาะการของรัฐบาลจนถึงปีค.ศ.1969 หลังจากนั้น ทางการก็สั่งให้มีการบูรณะ และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชมในปี ค.ศ.1978 เป็นต้นมา


Punchbowl Crater (สุสานทหาร พันช์โบลว์) เขตแดนที่เป็นปากปล่องภูเขาไฟ อันมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมาตั้งแต่สมัยสงครามโลก ในช่วงปลายยุค 1890 คณะกรรมการของฮาวายอยากให้มีการจัดตั้งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นสุสานในเมืองโฮโนลูลู เพื่อเป็นเกียรติ แด่เหล่าทหารกล้า แต่ก็ถูกปฏิเสธเนื่องจากกลัวมลพิษทางน้ำประปา และระบบสาธารณูปโภคอื่นๆ แต่ความตั้งใจยังไม่หยุดแต่เพียงเท่านั้น ผู้ว่าราชการของฮาวายได้นำเสนอโครงการจัดตั้งสุสานพันช์โบลว์ ให้เป็นสุสานแห่งชาติ ด้วยการจัดสรรงบประมาณมาลงเพื่อโครงการนี้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ต่อมารัฐสภาและองค์กรที่มีประสบการณ์ในการวางแผนการจัดการที่ดี ร่วมกับทางกองทัพบก ได้เตรียมจัดหาพื้นที่บนโฮโนลูลู เพื่อการฝังศพแบบถาวรของทหารผู้กล้า ให้อยู่บนหมู่เกาะฮาวายได้สำเร็จ โดยได้รับการอนุมัติและเงินสนับสนุนจากสภาคองเกรส การก่อสร้างสุสานนี้จึงเริ่มต้นในปี 1948


Waikiki Beach (หาดไวกิกิ) แรกเริ่มเดิมทีในปีค.ศ.1800 สถานที่แห่งนี้เป็นที่พักผ่อนสำหรับเจ้าขุนมูลนาย ที่ชอบมาเล่นกระดานโต้คลื่น ในปัจจุบันมีโรงแรมและรีสอร์ทมากมายเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ที่หลงใหลกีฬาทางน้ำประเภทนี้ จึงไม่แปลกตาที่ตามชายหาดมีเซิร์ฟบอร์ดวางเรียงรายไว้คอยบริการ


Pearl Harbor (เพิร์ลฮาร์เบอร์) อนุสรณ์สถานเรือรบสหรัฐ ซึ่งเป็นสมรภูมิเดือดสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง โดยทหารสหรัฐยึดหัวหาดเพิร์ลฮาร์เบอร์บนหมู่เกาะฮาวายเป็นฐานทัพในการสู้รบกับกองกำลัง ทหารของญี่ปุ่น ปัจจุบันได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ด้านในอาคารจะเป็นนิทรรศการจัดแสดงเกี่ยวกับการสู้รบของกองกำลังทั้งสองฝ่าย และการโจมตีโดนการทิ้งระเบิดของทหารญี่ปุ่น เพื่อถล่มเพิร์ลฮาร์เบอร์ ด้านนอกอาคารจะโชว์เรือรบสมัยสงคราม และระเบิดต่างๆหมุนไปหมุนมา เมื่อขึ้นบกกันแล้วก็ต้องต่อด้วยการลงน้ำ เพราะอยู่ฮาวายคงไม่มีอะไรจะสุขเท่ากับการเป็นสาวชาวเกาะ มาต่อกันด้วย


Hanauma Bay (หาดฮานาอูม่า) หาดสวยน้ำไส ไหลเย็นเห็นตัวปลาแห่งนี้ เป็นหาดที่เลื่องชื่อที่สุดแห่งหนึ่งของโฮโนลูลู ที่เกิดขึ้นภายในรูปทรงกรวยของภูเขาไฟ ทัศนียภาพสวยงามด้วยชายหาดที่โค้งตามรูปของปล่องภูเขาไฟ หากลงไปเล่นน้ำก็ไม่ต้องกลัวเหงา เพราะฝูงปลาทะเลน้อยใหญ่จะคอยเวียนว่ายอยู่ใกล้ตัว