แอนเทอโลปแคนยอน สหรัฐอเมริกา

แอนเทอโลปแคนยอน (Antelope Canyon) เป็นอีกหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญในเขตพื้นที่ของชนเผ่านาวาโฮ เมืองเพจ รัฐอริโซน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา


ในอดีตแคนยอนแห่งนี้เกิดจากการไหลผ่านของน้ำ ซึ่งกัดเซาะชั้นหินจนก่อให้เกิดการพังทลายมาเป็นเวลานาน ปัจจุบันบริเวณดังกล่าวได้กลายเป็นหุบเหวคดเคี้ยว ประดุจดังเกลียวคลื่นเว้าแหว่งไปตามซอกหน้าผา


แอนเทอโลปแคนยอน ถือว่าเป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับช่างภาพ และนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ ปัจจบันมีผู้ชมและผู้นิยมเข้าไปถ่ายรูปมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

ทะเลสาบพลิทวิเซ่ โครเอเชีย

อุทยานแห่งชาติทะเลสาบพลิทวิเซ่ (Plitvice Lakes National Park) ตั้งอยู่ที่เมืองลิก้า (Lika) ประเทศโครเอเชีย เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นธารน้ำไหลบนหินปูน ใหญ่ไม่ใหญ่ก็ดูเอาได้จากชั้นน้ำตกที่มีอยู่มากถึง 16 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นยังมีความงดงามของธรรมชาติ ที่สวยงามจนสามารถสะกดสายตาของผู้ที่มาเยี่ยมชมได้อย่างอยู่หมัด


ทะเลสาบพลิทวิเซ่ ตั้งอยู่ท่ามกลาง 3 เทือกเขา ทั้งเทือกเขา "Pljesevica", "Mala Kapela" และ "Medvedak" ที่โอบล้อมทะเลสาบแห่งนี้ไว้ โดยทะเลสาบมีลักษณะทอดตัวยาวไปตามแนวร่องระหว่างเทือกเขา และมีเขื่อนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ขวางกันทะเลสาบเป็นช่วง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากพวกมอส สาหร่าย และแบคทีเรีย ที่ก่อตัวเป็นเปลือกแข็งห่อหุ้มสลับกันไปเป็นชั้น ๆ แถมยังมีน้ำตก "เวลิกิ สแล็พ" (Veliki Slap) น้ำตกที่ใหญ่และสูงกว่า 70 เมตร ตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่ คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชมด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจอย่างมาก


นอกจากความสวยงามตามธรรมชาติแบบ 100 % เต็มแล้วนั้น ทะเลสาปพลิทวิเซ่ แห่งนี้ ยังแวดล้อมไปด้วยป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด อาทิเช่น หมีสีน้ำตาล นกอินทรี และนกชนิดอื่น ๆ อีกกว่า 140 สายพันธุ์ ซึ่งเหตุนี้เอง จึงทำให้องค์การยูเนสโก้ได้ประกาศขึ้นทะเบียน อุทยานแห่งชาติทะเลสาบพลิทวิเซ่ ให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 1979 อีกด้วย

ค่ายบางกุ้ง จ.สมุทรสงคราม

ค่ายบางกุ้ง เป็นค่ายทหารเรือไทยที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายที่ค่ายบางกุ้ง เรียกว่า "ค่ายบางกุง้" โดยสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งให้อยู่กลางค่าย เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นที่เคารพบูชาของทหาร ภายหลังเสียกรุงครั้งที่ 2 ค่ายบางกุ้งก็ร้างไปจนกระทั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีจึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้ชาวจีนจากระยอง ชลบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรีรวบรวมผู้คนมาตั้งกองทหารรักษาค่าย จึงมีชื่อเรียกอีกหนึ่งว่า "ค่ายจีนบางกุ้ง" ในปี พ.ศ. 2311 พระเจ้ากรุงอังวะทรงยกทัพผ่านกาญจนบุรีมาล้อมค่ายจีนบางกุ้ง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระมหามนตรี (บุญมา) เป็นแม่ทัพยกไปช่วยเหลือทหารจีนขับไล่กองทัพพม่าทำให้ข้าศึกแตกพ่าย หลังจากนั้นค่ายบางกุ้งแห่งนี้ก็ถูกปล่อยให้รกร้างเกือบ 200 ปี จนมาถึง พ.ศ.2510 กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ตั้งเป็นค่ายลูกเสือขึ้น (ปัจจุบันได้ยกเลิกไปแล้ว) และได้สร้างศาลพระเจ้าตากสินไว้เป็นอนุสรณ์


โบสถ์ปรกโพธิ์ เป็นอุโบสถหลังเดิมที่สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี จะถูกปกคลุมด้วยรากไม้ใหญ่ทั้งโพ ไทร ไกร และกร่าง มองจากภายนอกคิดว่าเป็นกลุ่มต้นไม้ใหญ่ มากกว่ามีโบสถ์อยู่ข้างใน รากไม้เหล่านี้ช่วยให้โบสถ์คงรูปอยู่ได้ ทั้งยังให้ความขรึมขลังอีกด้วย ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐาน ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อโบสถ์น้อย (หลวงพ่อนิลมณี) และเรียกโบสถ์ว่า "โบสถ์ปรกโพธิ์" และมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง สมัยปลายกรุศรีอยุธยาเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติ

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จ.พังงา

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะกลางทะเลอันดามันที่เป็นเลิศในด้านความงามของปะการังใต้ท้องทะเล อยู่ที่ตำบลเกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ครอบคลุมพื้นที่ 80,000 ไร่


สำหรับคำว่า "สิมิลัน" เป็นภาษายาวีหรือมลายู แปลว่า เก้าหรือหมู่เกาะเก้า ทั้งนี้ หมู่เกาะสิมิลันเป็นหมู่เกาะเล็กๆ ในทะเลอันดามัน มีทั้งหมด 9 เกาะ เรียงลำดับจากเหนือมาใต้ ได้แก่ เกาะหูยง เกาะปายัง เกาะปาหยัน เกาะเมี่ยง (มี 2 เกาะติดกัน) เกาะปายู เกาะหัวกระโหลก ( เกาะบอน) เกาะสิมิลัน และเกาะบางู มีที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน อยู่ที่เกาะเมี่ยงเพราะเป็นเกาะที่มีน้ำจืด หมู่เกาะเหล่านี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหมู่เกาะที่มีความงามทั้งบนบกและใต้น้ำที่ยังคงความสมบูรณ์ของท้องทะเล สามารถดำน้ำได้ทั้งน้ำตื้นและน้ำลึก มีปะการังที่มีสีสันสวยงามหลายชนิด ปลาหลากสีสันและหายาก เช่น กระเบนราหู ปลาวาฬ ปลาโลมา ปลาไหลมอนเร่ ปลาการ์ตูน

ถ้ำพระยานคร จ.ประจวบคีรีขันธ์

ถ้ำพระยานครเป็นถ้ำขนาดใหญ่ในบริเวณแหลมศาลา เพดานถ้ำมีปล่องให้แสงสว่างลอดเข้ามาได้ ด้านล่างเป็นป่า ต้นไม้ค่อนข้างสูงชะลูด ถ้ำพระยานคร ถูกค้นพบกว่า 200 ปีมาแล้ว โดยพระยานครผู้คลองเมืองนครศรีธรรมราชแต่ไม่ทราบนาม ขณะที่ขึ้นฝั่งมาหลบพายุภายในถ้ำ


ภายในถ้ำมีโบราณสถานที่สำคัญคือพระที่นั่งคูหาคฤหาสน์ เป็นพลับพลาจตุรมุข สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ.2433 พระที่นั่งนี้ใช้เป็นตราประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในปัจจุบัน

ต่อมาพระบาทสมเด็จประปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เสด็จมาที่ถ้ำพระยานคร ในปี พ.ศ.2469 ซึ่งมีลายพระหัตถ์ของทั้งสองพระองค์อยู่ที่ผนังถ้ำ และรัชกาลที่ 9 ทรงเสด็จประพาสเยือน 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2501 และเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2524 เพราะฉะนั้น ถ้ำพระยานนครแห่งนี้จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งเป็น ตราสัญลักษณ์ประจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

เส้นทางไปสู่ถ้ำพระยานครจะห่างจากหาดแหลมศาลานี้ตามทางเดินขึ้นเขาประมาณ 430 เมตร และตามความสูง130 เมตร ใช้ระยะเวลาประมาณ 30 นาที

อุทยานแห่งชาติรามคำแหง จ.สุโขทัย

อุทยานแห่งชาติรามคำแหง หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักันในนาม ป่าเขาหลวง มีความเกี่ยวข้องกับเมืองสุโขทัยตามความในศิลาจารึกหลักที่ 1 ด้านที่ 3 ว่า "..เบื้องหัวนอนเมืองสุโขทัยนี้มีกูฎีพีหารปู่ครูอยู่ มีสรีดภงส มีป่าพร้าวป่าลาง มีป่าม่วงป่าขาม มีน้ำโคก มีพระขพุง ผีเทพดาในเขา (เขาหลวง) อันนั้นเป็นใหญ่กว่าทุกผีในเมืองนี้ ขุนผู่ใดถือเมืองสุโขทัยนี้แล้ ไหว้ดีพลีถูก เมืองนี้เที่ยง เมืองนี้ดี ผี้ไหว้บ่ดีพลีบ่ถูก ผีในเขาอันบ่คู้มบ่เกรง เมืองนี้หาย…"



ความในศิลาจารึกดังกล่าวทำให้ทราบว่า บริเวณป่าเขาหลวงนี้ มีอิทธิพลต่อการดำรงชีพและเป็นสิ่งยึดถือของบรรพบุรุษในเมืองสุโขทัยอย่างยิ่ง หลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังมีร่องรอยปรากฏอยู่จนทุกวันนี้


อุทยานแห่งชาติรามคำแหง ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอคีรีมาศ อำเภอบ้านด่านลานหอย และอำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย มีเนื้อที่ประมาณ 341 ตารางกิโลเมตรหรือ 213, 125 ไร่

เขาหลวง เป็นภูเขาที่มียอดสูงที่สุดอยู่ทางทิศใต้ของเมืองสุโขทัย ลักษณะสัณฐานคล้ายสตรีนอนสยายผมโดยมีส่วนของใบหน้าเคลียอยู่กับเมฆหมอกตลอดเวลา บนยอดเขามีทิวทัศน์สวยงามมาก ประกอบไปด้วยยอดเขาสูง 4 ยอด คือ ยอดเขานารายณ์ ยอดเขาภูกา และยอดเขาแม่ย่า ยอดเขาภูกา และยอดเขาแม่ย่าเป็นยอดเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 เมตร

แพะเมืองผี จ.แพร่

แพะเมืองผี อยู่ในท้องที่ตำบลแม่หล่าย ตำบลน้ำชำ ตำบลทุ่งทุ่งโฮ่ง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ มีเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ กรมป่าไม้ได้ประกาศจัดตั้งเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2524


แพะเมืองผี เกิดจากสภาพภูมิประเทศซึ่งเป็นดิน และหินทรายถูกกัดเซาะตามธรรมชาติเป็นรูปร่างลักษณะต่างๆ "แพะเมืองผี " มีตำนานเล่าขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ ความลี้ลับจนเป็นความเชื่อของคนในท้องถิ่นที่บรรพบุรุษได้เล่าสืลต่อกันมาว่า มียายชราคนหนึ่ง เข้าไปในป่าถึงสถานที่แห่งหนึ่งได้พบหลุมเงินหลุมทองยายชราพยายามจะเอาเงิน เอาทองใส่หาบกลับบ้าน แต่เทพยาดาอารักษ์ไม่ให้เอาไปเพียงแต่เอาอวดให้เห็นเท่านั้น พอไปตามชาวบ้านมาดูก้พบแต่รอบเท้า หาบเงิน หาบทอง หายไป ชาวบ้านจึงเรียกสถานที่นี้ว่า "แพะเมืองผี"

เกาะยาว จ.พังงา

เกาะยาว เป็นหมู่เกาะบริเวณอ่าวพังงาของทะเลอันดามัน ประกอบด้วยหมู่เกาะใหญ่น้อยล้อมรอบประมาณ 44 เกาะ มีฐานะเป็นอีกอำเภอหนึ่งของจังหวัดพังงา ห่างจากพังงาประมาณ 42 กิโลเมตร มีอยู่ 2 เกาะ ที่ผู้คนอาศัยอยู่ นั่นคือ เกาะยาวน้อย และ เกาะยาวใหญ่ โดยบรรพบุรุษของชาวเกาะยาวได้อพยพมาจากจังหวัดตรัง สตูล และอื่น ๆ ที่อยู่แถบนั้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ. 2328) ขณะที่พม่าได้ยกทัพมาตีเมืองต่าง ๆ ผู้ที่หนีมาเห็นว่า เกาะยาวน้อย และ เกาะยาวใหญ่ มีความเหมาะสมที่จะหลบภัย จึงได้ตั้งหลักแหล่งบริเวณนี้


ต่อมา พ.ศ. 2446 ทางราชการยกฐานะเป็น กิ่งอำเภอเกาะยาว แยกออกมาจากอำเภอเมืองพังงา และขึ้นต่อเมืองพังงา ได้สร้างที่ว่าการกิ่งอำเภอหลังแรกเมื่อปี พ.ศ. 2463 ต่อมาได้ย้ายมาในที่ว่าการปัจจุบันในปี พ.ศ. 2508 จากนั้นข้าราชการและประชาชน ต้องการให้ยกกิ่งอำเภอเกาะยาวเป็นอำเภอเกาะยาว ตลอดจนจังหวัดพังงาได้สนับสนุนให้ทางราชการยกฐานะให้ รวมได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย จนในที่สุดก็ได้รับการยกฐานะจากกิ่งอำเภอเกาะยาวเป็น อำเภอเกาะยาว ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2531 รวมระยะเวลาการเป็นกิ่งอำเภอ 85 ปี นับว่าเป็นกิ่งอำเภอที่ยาวนานที่สุดในประเทศไทย


ส่วนลักษณะของเกาะจะเรียงทอดยาวในแนวเหนือ-ใต้ มีช่องแคบคั่นกลาง กว้างประมาณ 2 กิโลเมตร เกาะยาวน้อย จะเป็นที่ตั้งของสถานที่ราชการ และที่ว่าการอำเภอเกาะยาว ซึ่งบนเกาะยาวประชาชนมีวิถีชีวิตแบบพื้นบ้าน เรียบง่าย และเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว

เมืองบาดาล จ.กาญจนบุรี

เมืองบาดาล ในอดีตเป็น วัดวังก์วิเวการาม ที่ หลวงพ่ออุตตมะ ชาวบ้านอพยพ ชาวกะเหรี่ยง และชาวมอญ ได้ร่วมกันสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2496 ณ บ้านวังกะล่าง อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ใกล้กับชายแดนไทย-พม่า ในบริเวณที่เรียกว่า "สามประสบ" ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำสามสาย คือ แม่น้ำซองกาเลีย แม่น้ำบีคลี่ และแม่น้ำรันตี ไหลมาบรรจบกัน แต่ต่อมาในปี 2527 มีการก่อสร้าง เขื่อนเขาแหลม หรือ เขื่อนวชิราลงกรณ์ ทำให้น้ำเข้าท่วมตัวอำเภอสังขละบุรีเก่า รวมทั้ง วัดวังก์วิเวการาม ด้วย


หลวงพ่ออุตตมะ จึงได้ย้ายวัดมาอยู่บนเนินเขา ส่วนวัดเดิมได้จมอยู่ใต้น้ำมานานนับสิบปี และในช่วงฤดูแล้งราวเดือนมีนาคม-เมษายน น้ำลดจนสามารถสังเกตเห็นตัวโบสถ์ของวัดได้อย่างชัดเจน โดยสามารถนั่งเรือไปเที่ยวชมได้ แต่ในช่วงน้ำขึ้นน้ำจะท่วมสูงเกือบทั้งหมด เหลือเพียงยอดของโบสถ์ให้เห็นเท่านั้น ทำให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีนไทยแลนด์ ในชื่อ "เมืองบาดาล"

พระราชวังเคียงบก เกาหลี

พระราชวังเคียงบกคุง เป็นพระราชวังที่เก่าแก่ที่สุดของราชวงศ์โซซอน ซึ่งคุณจะได้ซึมซับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชาวเกาหลีอย่างลึกซึ้ง ในบริเวณพระราชวังนี้เป็นที่ตั้งของ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกาหลี และ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งชาติ ณ ที่สองแห่งนี้นักท่องเที่ยวจะได้เที่ยวชมลักษณะเด่น ๆ ทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของเกาหลี และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในอดีต ไม่ว่าจะเป็น พระที่นั่งคึนจองจอน ศาลาเคียงฮวยรู ซึ่งตั้งอยู่กลางสระ ศาลายางวอนจอง หรืออาคารสิ่งปลูกสร้างอื่นหลายอาคาร ล้วนแล้วแต่แสดงถึงสถาปัตยกรรมอันงดงาม และแวดล้อมด้วยทัศนียภาพเขียวขจีของสวนอันน่าอภิรมย์


ประตูจอนชุมมุน เป็นประตูด้านตะวันออกของพระราชวัง จะเปิดออกสู่ ถนนซัมจองดองกิล ที่มีร้านขาย ฮันบก (ชุดประจำชาติ) และหอแสดงศิลปะหลายแห่ง ทางด้านเหนือสุดของถนนซัมจองดองกิล ซึ่งยาวออกไป 1 กิโลเมตร ผ่านด้านหน้าของทำเนียบ ชองวาแด อันครึ้มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ซึ่งแผ่กิ่งก้านมาบรรจบกันตรงกลางถนน และมีสวนหย่อมตกแต่งงดงามอยู่ข้างทางหลายแห่ง จึงเป็นที่ที่จะเดินเล่นได้อย่างสบายอารมณ์ พอไปถึงปลายถนนเราก็จะเห็นสวน โรสออฟเชรอน และหอประชุมชุมชน เฮียวจาดองซารางบาง ซึ่งแสดงของกำนัลต่าง ๆ ที่ประธานาธิบดีคนก่อน ๆ ของเกาหลีได้รับและประวัติโดยละเอียดของกรุงโซล


ประวัติของพระราชวัง สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1394 เพื่อเป็นพระราชวังหลักของราชวงค์โชซอน อันเป็นราชวงศ์ที่สถาปนาขึ้นโดยกษัตริย์ แทโจ ในจำนวนพระราชวังทั้ง 5 ที่สร้างขึ้นในราชวงศ์นี้ พระราชวังเคียงบกคุง ถือเป็นพระราชวังที่สวยงามและยิ่งใหญ่ที่สุด

เกาะนามิ เกาหลี


เกาะนามิ ตั้งอยู่ในเมืองชุนชอน จังหวัดคังวอน ประเทศเกาหลี เป็นเกาะกลางแม่น้ำ มีรูปร่างเหมือนใบไม้ลอยน้ำ เป็นเกาะ สำหรับคู่รัก ที่มีไฮไลต์อยู่ที่ถนนสองฟากเป็นต้นสนสูงทอดแนวยาว ให้ความรู้สึกสุดโรแมนติก อีกทั้งยังมีศูนย์นิทรรศการจัดแสดงรายละเอียดสถานที่ถ่ายทำละคร นอกจากนี้ ยังศูนย์นิทรรศการจัดแสดงรายละเอียดสถานที่ถ่ายทำละคร และบนเกาะนี้ยังมีกิจกรรมสนุก ๆ เช่น ขี่จักรยาน สกีน้ำ พายเรือ สนามเด็กเล่น สนามฟุตบอล สนามเทนนิส สระว่ายน้ำ เล่นเลื่อนหิมะ และชมฟาร์มนกกระจอกเทศ ห่างจากกรุงโซลเพียง 63 กิโลเมตร ณ ที่แห่งนี้ท่านสามารถคารวะ สุสานนายพลนามิ ซึ่งเป็นเจ้าของเกาะ เช่าจักรยานเที่ยวรอบเกาะ ดื่มด่ำกับธรรมชาติ แมกไม้ ทิวสน ต้นเกาลัด และถ่ายรูปคู่กับรูปปั้นพระเอกนางเอกของละครเรื่อง Winter Love Song

หมู่บ้านนัมซานฮันอก เกาหลี

หมู่บ้านนัมซานฮันอก (Namsanhanok) เป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสรูปแบบวิถีชีวิตของชาวเกาหลีในอดีต ผ่านอาคารบ้านเรือนที่ได้รับการบูรณะในสภาพที่ดั้งเดิม หลังจากย้ายมาจากตัวเมืองโซล ขณะเดินไปรอบ ๆ หมู่บ้าน จะได้เห็นสถาปัตยกรรมเกาหลีที่มีเอกลักษณ์ บ่อยครั้งที่นี่คือสถานที่จัดงานทางวัฒนธรรม รวมถึงงานแต่งงาน การแสดง ระบำหน้ากาก วาดภาพ การสาธิตหัตถกรรม และออกร้าน หมู่บ้านตั้งอยู่ทางตอนเหนือของ ภูเขานัมซาน มีสายน้ำไหลผ่านและมี ศาลาซอนนูกัก แหล่งอาศัยของนกกระเรียน


แหล่งพักผ่อนที่มีชื่อเสียงในฤดูร้อนของ ราชวงศ์โชซอน แต่ในปัจจุบันเป็นที่ตั้งของบ้านชนชั้นสูงในสมัยเมื่อ 600 ปีที่แล้ว และหากเดินไปจนสุดปลายสวนจะพบ Time Capsul ที่ทำขึ้นเพื่อเฉลิมฉลอง กรุงโซล ครบ 600 ปี โดยจะรอเปิดอีกใน 400 ปี ข้างหน้า (ค.ศ. 2394)

5 ทะเลสาบสวยที่สุดในประเทศจีน

ประเทศจีน ถือเป็นประเทศที่มีมนต์เสน่ห์ชวนหลงใหล และน่าไปสัมผัสอีกประเทศหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นด้านสถาปัตยกรรม ประเพณี วิถีชีวิตความเป็นอยู่ และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่อีกสิ่งหนึ่งที่มีสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ไม่แพ้กันก็คือ "ทะเลสาบ" เพราะมีความสวยงามทางธรรมชาติที่เชื่อว่านักเดินทางหลาย ๆ คนใฝ่ฝันอยากไปเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง วันนี้เราจึงจะพาทุกท่าน ไปเที่ยวชม 5 ทะเลสาบที่สวยที่สุดในประเทศจีนกัน

1. ทะเลสาบชิงไห่ (Qinghai Lake)
ทะเลสาบชิงไห่ ถือเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศจีน ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบสูงทิเบต ในช่วงหน้าร้อนและฤดูใบไม้ผลิ พื้นที่โดยรอบจะปกคลุมไปด้วยพืชใบเขียวสวยงาม ขณะที่ในฤดูหนาว ก็จะมีเกล็ดหิมะเล็ก ๆ ปกคลุมกระจายไปทั่ว ซึ่งถือได้ว่า ทะเลสาบชิงไห่ มีทิวทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปแบบฤดูต่อฤดูเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 จุดชมวิวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก นั่นก็คือ Haixinshan ซึ่งอุดมไปด้วยแนวชายฝั่งที่เป็นโขดหิน และ Niaodao หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "เกาะนก" เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีนกบินอพยพย้ายถิ่นฐานกว่า 100,000 ตัวอยู่เป็นประจำ


สำหรับการเดินทางไปยัง ทะเลสาบชิงไห่ สามารถเดินทางไปได้ทุกช่วงของปี แต่ที่อยากจะแนะนำเป็นพิเศษก็คือช่วงฤดูร้อน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ดอกไม้บางชนิด ซึ่งหาชมได้ยากจะเบ่งบานเป็นพิเศษ อีกทั้งในช่วงที่มีนกบินอพยพมา ก็เป็นช่วงเวลาหนึ่ง ที่น่าเดินทางไปชื่นชมความงามของฝูงนก

2. ทะเลสาบคานาส (Kanas Lake)
ในป่าลึกของเทือกเขาอัลไต มี ทะเลสาบคานาส หรือที่ชาวจีนเรียกกันว่า "คานาซือ" ซึ่งเป็นทะเลสาบภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนซ่อนอยู่ สิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัส กับความงดงามของทะเลสาบแห่งนี้คือ น้ำของทะเลสาบ ซึ่งสามารถเปลี่ยนสีได้ตามมุมตกกระทบของแสงแดด และตามฤดูกาลต่าง ๆ นอกจากนั้นยังมีฝูงหงษ์ให้ได้ไปชื่นชมอีกด้วย หากคุณต้องการที่จะสัมผัสกับธรรมชาติแบบใกล้ชิดแล้วล่ะก็ เราขอแนะนำให้คุณตื่นเช้า ๆ สูดอากาศหายใจลึก ๆ แล้วนั่งชื่นชมเก็บบรรยากาศของหมอกยาวเช้า ที่ปกคลุมทั่วทั้งทะเลสาบ สาย ๆ หน่อยก็ไปล่องเรือสัมผัสกับวิถีชีวิตของคนพื้นเมือง และธรรมชาติของทะเลสาบก็เข้าท่าอยู่ไม่น้อย


ที่สำคัญเลยเราขอเตือนสักนิดสำหรับท่านที่สนใจจะไป เนื่องจากที่นี่สภาพอากาศไม่แน่นอน อาจจะมีฝนตกบ้าง ไม่สามารถคาดเดาได้ ดังนั้น ก็ควรที่จะพกเสื้อกันฝนติดตัวไปด้วยจะเป็นการดีที่สุด ขณะที่ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การเดินทางไปเยี่ยมชมที่สุด คือ ช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคมและกลางเดือนกันยายน

3. ทะเลสาบสวรรค์ฉางไป๋ซา (Changbaishan Heavenly Lake)
ทะเลสาบสวรรค์แห่งนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขาฉางไป๋ซา เป็นหนึ่งในสถานที่อันน่าหลงใหลที่สุดแห่งหนึ่ง ในภาคเหนือของประเทศจีน ซึ่งเกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ ที่ครั้งหนึ่งพื้นที่ตรงนี้เคยเป็นปล่องภูเขาไฟมาก่อน นอกจากนี้ ยังมีน้ำตกสูงกว่า 60 เมตร ไหลลงบ่อน้ำพุร้อนที่มีอุณหภูมิสูงถึง 42 องศาเซลเซียส ขณะที่ในฤดูหนาวน้ำพุดังกล่าวก็จะแข็งตัวกลายเป็นก้อนน้ำแข็ง เกิดความสวยงามตามแบบธรรมชาติอีกแบบหนึ่ง


ช่วงเดือนที่เหมาะแก่การเดินทางมา ณ ทะเลสาบสวรรค์แห่งนี้คือเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน หากคุณเดินทางมาในฤดูใบไม้ร่วง ก็ขอให้คุณระมัดระวังตัวให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะจะมีหมอกลงหนาจัด และอาจจะทำให้มองไม่เห็นวิวทิวทัศน์อะไรเลย

4. ทะเลสาบหลู่กู๋ (Lugu Lake)
ทะเลสาบหลู่กู๋ ถือเป็นอัญมณีที่สุดแสนจะล้ำค่าของประเทศจีน ตั้งอยู่บนที่ราบสูงทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของมลฑลยูนนาน ในแต่ละปีจะมีสภาพภูมิอากาศที่ค่อนข้างคงที่ ไม่มีความเปลี่ยนแปลงมากนัก ในช่วงฤดูหนาวก็จะมีฝูงเป็ดและฝูงนกนางนวล อพยพย้ายถิ่นมาเป็นจำนวนมาก ขณะที่ในช่วงเดือนพฤษภาคมและเดือนมิถุนายนจะเป็นช่วงเวลาต้นไม้ ใบหน้าต่าง ๆ ผลิดอกออกผล ดูมีชีวิตชีวาเป็นที่สุด


อีกสิ่งหนึ่งที่พลาดไม่ได้เลยเมื่อมาเยือนที่นี่ คือคุณต้องไปสัมผัสกับวิถีชีวิตของ ชาวโมโซ (Mosu people) เพราะชาวบ้านที่นี่มีประเพณีที่สืบทอดกันมานาน ด้วยการให้ผู้หญิงทำหน้าที่เสมือนผู้ชาย เป็นผู้นำของครอบครัว นอกจากนี้ ยังมีสถานที่อื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น ช่องเขาหลู่กู๋ ช่องเขาที่มีชื่อเสียงด้านความงามของน้ำตก เป็นต้น

5. ทะเลสาบนามูโช่ (Namtso Lake)
ทะเลสาบนามูโช่ ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนทิเบต ระหว่างมณฑล Damxung และ Bange เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก แต่อยู่สูงที่สุดในโลก ทุก ๆ ฤดูร้อนของที่นี่ พื้นที่ตรงนี้จะเต็มไปด้วยสัตว์นานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น วัวป่าขนยาว แพะภูเขา กระต่ายป่า และสัตว์ป่าอื่น ๆ รวมไปถึงนกชนิดต่าง ๆ อีกมากมาย บางวันก็จะมีปลากระโดดขึ้นมาเหนือน้ำให้เห็น หรือได้ยินเสียงเพลงจากคนในหมู่บ้านระแวกนั้นอีกด้วย


ด้วยความที่อยู่สูง ทำให้น้ำแข็งที่เกิดจากกาารตกของหิมะ แตกตัวกระจัดกระจาย เกิดเป็นความงามตามธรรมชาติขึ้นมา ที่สำคัญด้วยความสูงดังกล่าว ทำให้คนส่วนใหญ่ปรับตัวกับสภาพอากาศไม่ได้ จึงเกิดอาการป่วยกันอยู่บ่อย ๆ ดังนั้น ควรทานยาแก้ปวดหรือยานอนหลับก่อนนอน ก็จะช่วยได้มากเลยทีเดียว

น้ำตกแม่ยะ จ.เชียงใหม่

น้ำตกแม่ยะ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามมาก มีขนาดใหญ่ที่สุด สวยที่สุด และสูงที่สุดของของบรรดาน้ำตกในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เคยได้รับการจัดอันดับเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดของประเทศไทย ก่อนมีการค้นพบน้ำตก ทีลอซู ที่จังหวัดตาก สายน้ำจากลำห้วยแม่ยะตกจากหน้าผาสูงชันไหลลดหลั่นลงมาประมาณ 30 ชั้น รวมความสูงกว่า 260 เมตร ในช่วงฤดูฝนสายน้ำตกจะแผ่กว้างถึง 100 เมตร เหมือนกับม่านน้ำ แล้วไหลลงไปรวมกันที่แอ่งน้ำเบื้องล่าง ดูสวยงามมาก บางช่วงของหน้าผา เป็นชะง่อนหินให้นักท่องเที่ยวเข้าไปหลบละอองไอน้ำที่ตกกระทบมองดูเหมือน ม่านหมอกสีขาวสะอาดตา สัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติอีกรูปแบบหนึ่ง แล้วลงเล่นน้ำที่แอ่งด้านล่างอย่างสนุกสดชื่น น้ำตกแม่ยะในฤดูแล้งปริมาณน้ำอาจลดน้อยลง แต่สายน้ำตกจะใสสะอาดกว่า รอบๆบริเวณน้ำตกแม่ยะ เป็นป่าไม้พรรณไม้ร่มรื่น เหมาะสำหรับการไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ทางด้านท้ายน้ำตกแม่ยะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ได้ติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เพื่อนำน้ำมาผลิตกระแสไฟฟ้าอีกด้วย นักท่องเที่ยวสามารถกางเต้นท์พักแรมที่น้ำตกแม่ยะได้


ความอุดมสมบูรณ์ ความชุ่มชื้นในผืนป่าสูงของยอดดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของประเทศ นอกจากจะเป็นแหล่งต้นกำเนิดของน้ำตกแม่ยะแล้ว ยังเป็นแหล่งให้กำเนิดน้ำตกที่สวยงามอื่นๆอีกด้วย น้ำตกสวยงามอื่นๆบนดอยอินทนนท์นั้น จะอยู่ริมเส้นทางขึ้นสู่ยอดดอย เช่น น้ำตกแม่กลาง น้ำตกวชิรธาร และ น้ำตกสิริภูมิ


น้ำตกปูแกง จ.เชียงราย

น้ำตกปูแกง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยหลวง ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย น้ำตกปูแกงเป็นน้ำตกหินปูนขนาดใหญ่ซึ่งเกิดจากการทับถมของหินปูนที่ไหลปะปนมากับสายน้ำทำให้เกิดเป็นหินงอกหินย้อย น้ำตกแห่งนี่มีทั้งหมด 9 ชั้น แต่ละชั้นมีลีลาการไหลที่งดงามและอ่อนนุ่มแตกต่างกันออกไป น้ำตกทุกชั้นมีแอ่งน้ำทำให้นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำได้ และภายในบริเวณน้ำตกยังมีถ้ำตื้นมากมายหลายแห่ง น้ำตกแห่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นประจำเพราะการเดินทางที่สะดวก



บริเวณน้ำตกนี้ยังเป็นแหล่งรวมของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์นานาชนิด และท่านที่สนใจชมธรรมชาติที่หลากหลาย ทางอุทยานแห่งชาติดอยหลวงได้จัดเส้นทางศึกษาธรรมชาติไว้บริการ การเดินทางไปน้ำตกมีทางแยกจากถนนสายเชียงราย-พะเยาบริเวณหลักกิโลเมตรที่ เข้าไปถึงบริเวณน้ำตก ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เส้นทางใช้ได้ตลอดปี สำหรับผู้ที่สนใจจะมาท่องเที่ยวควรมาในช่วงฤดูฝนหรือต้นฤดูหนาว ซึ่งน้ำตกจะมีน้ำมากและสวยงามที่สุด ส่วนหน้าแล้งน้ำจะน้อยในบางช่วงน้ำแห้งขอดเลยทีเดียว


น้ำตกขุนกรณ์ จ.เชียงราย

อยู่บนเทือกเขาดอยช้าง ต.แม่กรณ์ ห่างจากตัวเมืองตามทางหลวงหมายเลข1211 ประมาณ 18 กม. เลี้ยวขวาเข้าไป 12 กม. หรือไปตามทางหลวงหมายเลข1 สายเชียงราย-พะเยา ประมาณ 15 กม. จะมีป้ายแยกขวาไปอีก 17 กม. ถึงที่ทำการวนอุทยานฯ แล้วเดินเท้าไปยังตัวน้ำตกอีกประมาณ 30 นาที น้ำตกขุนกรณ์เป็นน้ำตกที่สูงและสวยที่สุดของจังหวัดเชียงราย ชาวบ้านเรียกว่า "น้ำตกตาดหมอก" มีความสูงถึง 70 ม.สองข้างทางที่เดินเข้าสู่ตัวน้ำตกเป็นป่าเขาธรรมชาติร่มรื่น


สภาพพื้นที่เป็นหุบเขาล้อมรอบด้วยภูเขาสูง เป็นภูเขาสูงชันตอนบนยอดเขาซึ่งเป็นจุดสูงสุด และเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของน้ำแม่กรณ์ซึ่งประกอบด้วยห้วยต่างๆ คือห้วยแม่กรณ์ ห้วยแม่มอญ ห้วยย่าดี ห้วยเลาอ้าย ไหลรวมกันเป็นน้ำแม่กรณ์แล้วไหลรวมกับแม่น้ำลาว

อุทยานแห่งชาติภูเรือ จ.เลย

อุทยานแห่งชาติภูเรือ ปัจจุบันมีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอภูเรือ อำเภอหนองบัว และอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย อาณาเขตด้านทิศเหนืออยู่ติดกับประเทศลาว รูปพรรณสันฐานของภูเรือมีรูปร่างลักษณะเหมือนเรือใหญ่บนยอดดอยสูงเป็นภูผาสีสันสะดุดตาหินบางก้อนมีลักษณะเหมือนถูกปั้นแต่งไว้ ชาวบ้านเรียกว่า "กว้านสมอ" โดยรอบๆ จะเห็นยอดดอยเป็นขุนเขาน้อยใหญ่ใกล้เคียงเป็นฝ้าขาวด้วยละอองน้ำ หมอก ปกคลุมไว้ท่ามกลางป่าอันอุดมสมบูรณ์ มีเนื้อที่ประมาณ 120.84 ตารางกิโลเมตร หรือ 75,525 ไร่


พื้นที่ป่าภูเรือประกอบด้วยทิวเขาสูง สลับซับซ้อนเรียงรายเป็นรูปต่างๆ น่าพิศวงสลับกับที่ราบเป็นบางส่วน สาเหตุที่ขนานนามว่า "ภูเรือ" เพราะมีภูเขาลูกหนึ่งมีชะโงกผายื่นออกมาดูคล้ายสำเภาใหญ่ และที่ราบบนยอดเขามีลักษณะคล้ายท้องเรือ ตลอดจนมีธรรมชาติและทิวทัศน์ที่สวยงาม


ในปี พ.ศ. 2519 อธิบดีกรมป่าไม้ เดินทางมาราชการที่จังหวัดเลย นายสุจินต์ เพชรดี ปลัดจังหวัดเลย ได้ให้ความเห็นว่า ควรส่งเสริมป่าภูเรือให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัด จึงให้ทางอำเภอภูเรือไปสำรวจพื้นที่ พบว่าพื้นที่ป่าภูเรือมีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามสำคัญหลายแห่ง เช่น ป่าไม้ น้ำตก ทิวทัศน์ เหมาะที่จะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติได้

อุทยานแห่งชาติหาดวนกร จ.ประจวบคีรีขันธ์

อุทยานแห่งชาติหาดวนกร เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเล ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษม ห่างจากประจวบคีรีขันธ์ไปทางอำเภอทับสะแก ประมาณ 23 กิโลเมตร มีชายหาดอันลือชื่อของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ทอดตัวเป็นแนวยาวลงไปในทะเล ทิวทัศน์ที่เงียบสงบ หาดทรายขาวสะอาด บนฝั่งมีทิวสนทะเลและสนประดิพัทธ์เป็นแนวขนานกับทะเล มีพื้นที่ทั้งหมด ประมาณ 23,750 ไร่ หรือ 38 ตารางกิโลเมตร ในเขตตำบลห้วยทราย ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง และตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พันธุ์ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้ที่ปลูกขึ้นใหม่ ได้แก่ สนทะเล สนประดิพัทธ์ สะเดา เป็นต้น


อุทยานแห่งชาติหาดวนกร แต่เดิมเป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าวังด้วนและป่าห้วยยาง เป็นที่ตั้งของสวนป่าห้วยทราย ท้องที่อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ สวนป่าห้วยยาง สวนรุกขชาติห้วยยาง และสถานีวนกรรมห้วยยาง ท้องที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาสถานีวนกรรมห้วยยางได้ถูกยกเลิกไป เมื่อทางกรมป่าไม้มีนโยบายที่จะจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ จึงได้โอนพื้นที่แห่งนี้มาให้กองอุทยานแห่งชาติดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2532 เป็นต้นมา และได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าวังด้วน ป่าห้วยยาง และเกาะใกล้เคียง ในท้องที่ตำบลห้วยทราย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ และตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมเนื้อที่ 38 ตารางกิโลเมตร

กว๊านพะเยา จ.พะเยา

กว๊านพะเยา เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติอยู่ใจกลางเมืองพะเยา อยู่ในเขตอำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา มีเนื้อที่ประมาณ 12,831 ไร่ เป็นทะเลสาบน้ำจืดใหญ่เป็นอันดับ 1 ในภาคเหนือ และ อันดับ 3 ของประเทศไทย (รองจาก หนองหาน และบึงบอระเพ็ด) มีปริมาณน้ำเฉลี่ยปีละ 29.40 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพันธ์ปลาน้ำจืดกว่า 48 ชนิด เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาชนิดต่างๆ เช่น ปลากราย ปลาสวาย ปลาเทโพ ปลาจีน ปลาไน รวมทั้งปลานิล อันลือชื่อของจังหวัดพะเยา


กว๊านพะเยา เกิดจาการยุบตัวของเปลือกโลกเมื่อประมาณ 70 ล้านปีมาแล้ว เป็นแอ่งน้ำซึ่งเป็นที่รวบรวมของลำห้วยต่างๆ 18 สาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2478 กรมประมงได้ตั้งสถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยาขึ้นบริเวณต้นแม่น้ำอิงและสร้างฝายกั้นน้ำทำให้เกิดเป็นบึงขนาดใหญ่ มีความลึกเฉลี่ย 1.5 เมตร คำว่า "บึง" ภาษาพื้นเมือง เรียกว่า "กว๊าน"


ในอดีตพื้นที่กว๊านพะเยาเป็นพื้นที่รองรับน้ำจากเทือกเขาไหลลงมาเป็น ลำห้วย ลำธาร แม่น้ำ และกลายเป็นหนองน้ำเล็กใหญ่ในช่วงฤดูแล้งระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน ของทุกปี ปริมาณน้ำจะลดลงทำให้ชาวบ้านสามารถใช้พื้นที่เกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์และเป็นเส้นทางสัญจรไปมาระหว่างตัวเมืองกับหมู่บ้านรอบๆ กว๊านพะเยา และเมื่อหลายร้อยปีมานั้นพื้นที่ในบริเวณของกว๊านพะเยาจะเป็นชุมชนหมู่บ้านมีวัดวาอารามอยู่หลายวัด ต่อมาเมื่อกรมประมงสร้างประตูกั้นน้ำในกว๊านพะเยาเพื่อกักเก็บน้ำ จึงทำให้บริเวณกว๊านพะเยาที่แต่เดิมเป็นชุมชนโบราณ และมีวัดหลายแห่งต้องจมอยู่ในกว๊านพะเยา

ทัศนียภาพโดยรอบกว๊านพะเยา มีความร่มรื่น สามารถมองเห็นแนวทิวเขาสลับซับซ้อนที่งดงาม ทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่สวยงามสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็น จนอาจจะกล่าวได้ว่าหัวใจของเมืองพะเยาอยู่ที่กว๊านพะเยานี่เอง

โคลอสเซียม อิตาลี

โคลอสเซียม เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสเปเซียนแห่งจักรวรรดิโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิไททัส ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือประมาณปี ค.ศ. 80 อัฒจันทร์เป็น รูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทรายวัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน มีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบัน ในบางครั้งจะมีการเรียกชื่อ โคลิเซียม (Coliseum)


สิ่งก่อสร้างรูปทรงโค้งเป็นวงกลมซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางของกรุงโรมแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเหล่านักรบโรมันและเป็นอนุสรณ์ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน สนามกีฬาแห่งนี้สูง 48 เมตร ยาว 188 เมตร และกว้าง 156 เมตร แนวคิดในการออกแบบโคลอสเซียมนี้ยังคงมีความสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้ ดังจะเห็นได้จากการออกแบบสนามกีฬาแทบทุกแห่งในโลกนับตั้งแต่นั้นมาต้องปฏิบัติตามแม่แบบดั้งเดิมของโคลอสเซียมอย่างปฏิเสธไม่ได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้สิ่งที่ได้รับรู้จากภาพยนตร์และหนังสือบันทึกทางประวัติศาสตร์จะแสดงให้เห็นว่าสนามกีฬาแห่งนี้มีแต่การต่อสู้และการแข่งขันที่โหดร้ายต่างๆ นานา เพื่อความสุขของผู้ชมเท่านั้นก็ตาม


ใต้อัฒจรรย์โคลอสเซียม (Colosseum) และใต้ดินโคลอสเซียม (Colosseum) มีห้องสำหรับขังนักโทษที่รอการประหารชีวิต และสิงโต หลายร้อยห้อง ใช้เป็นสถานที่ให้นักโทษ ต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร หากนักโทษผู้ใดเอาชนะ ฆ่าสิงโตได้ด้วยมือเปล่าได้ก็รอดชีวิตไป หรือ ไว้ใช้เป็นที่ประลองฝีมือในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาสให้ต่อสู้กันเอง ยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึงสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตาย ก็จะได้รับเกียรติอย่างสูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและยกย่องกัน มากทปีๆธิหนึ่งต้องสูญเสียชีวิตนักโทษและทาสไม่ต่ำกว่าร้อยคน


สนามกีฬาโคลอสเซียม (Colosseum) แห่งนี้ จึงเป็นสิ่งก่อสร้างที่แสดงถึงความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรโรมันโบราณ แต่เมื่ออาณาจักรโรมันเสื่อมลง โคลอสเซียม (Colosseum) ก็ถูกข้าศึกทำลายหลายครั้งหลายหน ในปัจจุบันเหลือแต่ซากโครงสร้างอันใหญ่โตมโหฬารไว้ให้ชม

นครเปตรา จอร์แดน

นครเปตรา นครศิลาสีชมพู ที่ซุกซ่อนอยู่ในหุบเขาวาดีมูซา ริมทะเลทรายอาหรับของจอร์แดน ถูกทิ้งร้างกว่า 700 ปี ก่อนที่โยฮันน์ ลุดวิก เบิร์กฮ่ร์คต์ นักสำรวจชาวสวิสจะเดินทางมาพบเมื่อปี 1812 สิ่งก่อสร้างที่ยังคงอยู่ในปัจจุบันได้แก่ ถนนสายหลักที่ทอดขนานแม่น้ำวาดีมูซา อาคารบ้านเรือน วิหาร สุสาน และโรงละครหินครึ่งวงกลมซึ่งจุผู้ชมได้ 4,000 คน องค์การยูเนสโกประกาศให้นครเปตราเป็นมรดกโลกเมือ่ปี 1985


แม้จะมีร่องรอยของชนชาติอื่นๆอาศัยอยู่ในนครเปตราก่อนหน้านี้ แต่ชาวนาบาเทียซึ่งเข้ามาตั้งรกรากระหว่างทะเลสาบเดดซีกับทะเลอักบา เมื่อราวศตวรรษที่สองก่อนคริสต์ศักราช คือผู้สร้างเมืองนครเปตรา พวกเขาอาศัยอยู่ในถ้ำที่มีอยู่ทั่วเมือง ทำการค้า เก็บค่าผ่านทาง และเป็นยามรักษาความปลอดภัยให้กองคาราวาน จนกระทั่งมั่งคั่งพอที่จะสร้างอาณาจักรเป็นปึกแผ่น รับอารยธรรมกรีกเข้ามาผสมผสาน รู้จักสร้างบ้านเรือน วิหาร สุสาน โรงละครขนาดใหญ่ ถนนหนทาง ไปจนถึงการสร้างรูปปั้น ผลิตถ้วยโถโอชาม อันเป็นตัวอย่างของวัฒนธรรมในตะวันออกกลางที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่ง และที่สำคัญที่สุด ชาวนาบาเทียเป็นเจ้าของเทคโนโลยีการชลประทานและการทดน้ำ ซึ่งเห็นได้จากหลักฐาน เช่น ท่อลำเลียง น้ำ ทำด้วยดินเหนียว เส้นผ่านศูนย์กลาง 7 นิ้ว


นครเปตราเจริญรุ่งเรืองเนื่องจากเป็นแหล่งน้ำสำคัญกลางทะเลทราย และตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าสำคัญสองสาย ทั้งเส้นทางสายตะวันออก-ตะวันตก ที่เชื่อมระหว่างคาบสมุทรอาหรับกับอ่าวเปอร์เซียไปถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และสายเหนือ-ใต้ ที่เชื่อมทะเลแดงกับกรุงดามัสกัสของซีเรีย บันทึกของสตราโบ นักภูมิศาสตร์ชาวกรีก บอกว่า นครเปตราเป็นตลาดขายสินค้าสำคัญที่สุดของโลกตะวันออก ทั้งยางไม้หอม กำยาน เครื่องเทศ ทองแดง เหล็ก เครื่องปั้นดินเผา และผ้าย้อม ล้วนลำเลียงผ่านนครเปตราทั้งสิ้น แต่เมื่อเกิดเส้นทางการค้าใหม่ที่ปลอดภัยและสะดวกกว่า นครเปตราก็เริ่มเสื่อมถอย ก่อนถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันในปี ค.ศ. 106 อีกทั้งแผ่นดินไหวเมื่อราวปี ค.ศ. 363 ก็ได้ทำลายอาคารและระบบชลประทานลง หลังจากถูกมุสลิมยึดครอง นครเปตราก็ค่อยเลือนหายไปจากความทรงจำของผู้คน


ในปี 1812 โยฮันน์ ลุดวิก เบิร์กฮาดต์ นักสำรวจชาวสวิส ได้ผ่านไปพบหน้าผาอันใหญ่โตของนครเปตราและจดบันทึกไว้โดยไม่ได้ลงไปสำรวจ ถึงแม้จะเป็นบันทึกเล็กๆ แต่เบิร์ฮาดต์ก็ถือเป็นชาวยุโรปคนแรกที่ได้ไปเยือนนครเปตรา และนำนครที่ถูกลืมสู่สายตาชาวโลกอีกครั้งในหนังสือ Travels in Syria and the Holy Land ใช้ชื่อผู้แต่งว่า John Lewis Burckhardt

มาชูปิกชู เปรู

มาชูปิกชู หรือนิยมเรียกอีกชื่อว่า เมืองสาบสูญแห่งอินคา กล่าวกันว่าชื่อ มาชูปิกชู นี้ถูกตั้งให้กับโบราณสถานแห่งนี้โดยความเข้าใจผิด เมื่อไฮรัม บิงแฮม (ผู้ค้นพบ มาชู ปิกชู) ถามชนพื้นเมืองถึงชื่อของมัน ชนพื้นเมืองเข้าใจผิดว่าเขาถามถึงชื่อของภูเขาจึงตอบว่า "มาชูปิกชู" (แปลว่า"ยอดเขาผู้ชรา") ซึ่งได้กลายมาเป็นชื่อของโบราณสถานดังกล่าวมาจนทุกวันนี้


นครกลางฟ้าแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ในเทือกเขาแอนเดส ประเทศเปรู กินเนื้อที่ประมาณ13 ตารางกิโลเมตรของหุบเขาอุรุบัมบ้า ที่ความสูง 6,750 ฟีตจากระดับน้ำทะเล เมื่อมองจากตีนเขาจะไม่สามารถมองเห็นมาชูปิกชูได้ และนี่ก็คงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มาชูปิกชูไม่ถูกค้นพบเป็นเวลานานและยังคงสภาพอันสมบูรณ์เอาไว้ได้
โบราณสถานถูกสร้างเป็นลักษณะขั้นบันไดไล่ลงมาตามความชันของหุบเขา แต่ละชั้นสูง 3 เมตร มีจำนวนทั้งหมด 40 ชั้นซึ่งถูกเชื่อมถึงกันด้วยบันไดกว่า 3,000 ขั้น และมีสิ่งก่อสร้างซึ่งสร้างด้วยหินกว่า 200 หลัง


มีการตั้งสมมติฐานว่ามาชูปิกชูน่าจะเป็นที่อาศัยของนักบวชเพื่อใช้ในการสังเกตุการโคจรของดวงอาทิตย์มากกว่า เนื่องจากมีหน้าต่างซึ่งดวงอาทิตย์จะโคจรมาอยู่ตรงกลางพอดีในวันสิ้นสุดฤดูร้อนและวันสิ้นสุดฤดูหนาว ส่วนแท่นบูชายัญที่บิงแฮมกล่าวไว้ น่าจะมีไว้เพื่อเป็นหอสังเกตุวงโคจรของดวงอาทิตย์เช่นกัน

ซากศพที่พบในมาชูปิกชูมีจำนวนของชายหญิงพอๆกัน น่าจะมีการอาศัยเป็นครอบครัวซึ่งมีเด็กอยู่ด้วย ศพส่วนใหญ่พบร่องรอยของวัณโรคและโรคพยาธิ ฟันมีรอยผุเนื่องจากการทานข้าวโพดเป็นอาหารหลัก แต่ศพส่วนใหญ่มักเป็นผู้สูงอายุและไม่พบร่องรอยการตายที่น่าจะเกิดจากสงครามนัก สันนิษฐานได้ว่าศพของเชื้อพระวงศ์น่าจะถูกนำไปทำพิธีที่คุสโก้จึงไม่พบอยู่ที่นี่


มีบางศพที่เห็นได้ชัดว่ามาจากแถบอารยธรรมอื่นเช่นจากบริเวณทะเลสาปติติกากา คาดว่าน่าจะเป็นศพของช่างฝีมือที่ถูกเรียกมาเพื่อการก่อกำแพงหินซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างปราณีต กำแพงเหล่านี้สร้างขึ้นจากหินที่ถูกตัดไว้อย่างลวกๆแล้วใช้เครื่องมือที่ทำจากหินเช่นกันค่อยๆเซาะตบแต่งให้เรียบร้อยอีกที ในภายหลังมีการค้นพบเส้นทางการลำเลียงหินและแหล่งที่มาของหินเหล่านี้ซึ่งมีการพบเครื่องมือตัดหินที่ทำจากหินซึ่งมีความแข็งเป็นพิเศษอยู่ด้วย

เมื่อเร็วๆนี้ มีการพบรอยไหม้ในชั้นใต้ดินของสิ่งก่อสร้าง จึงมีการคาดเดาว่าน่าจะเกิดจากชาวเมืองซึ่งเกรงว่าสเปนจะบุกมาจึงได้เผามาชูปิกชูเสียก็เป็นได้

กำแพงเมืองจีน จีน

กำแพงเมืองจีน เป็นสิ่งก่อสร้างในยุคโบราณของจีน ที่เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ซึ่งมีคำกล่าวกันว่า เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นบนพื้นโลกที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า จากดวงจันทร์ ได้

กำแพงเมืองจีน ถูกเริ่มสร้างเมื่อ 700 ปี ก่อนคริสตกาล ในเวลานั้นแผ่นดินจีนถูกแบ่งออกเป็นประเทศหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งมักจะปรากฏสงครามรบพุ่งระหว่างกัน ดังนั้นแต่ละประเทศจึงสร้างกำแพงเมืองขนาดใหญ่และค่อนข้างสูงขึ้นเป็นเขตประเทศของตนเอง กำแพงเหล่านั้นไม่เหมือนกับกำแพงเมืองแบบธรรมดา แต่เป็นกำแพงที่ค่อนข้างยาวมาก เป็นกำแพงเมืองจีนก่อนราชวงศ์ฉิน จนเมื่อ 200 ปีก่อนคริสตกาล จักรพรรดิจิ๋นซี ทรงรวมประเทศจีนเป็นหนึ่งเดียว และสถาปนาราชวงศ์ฉินขึ้น ทรงต้องการความเป็นหนึ่งเดียวของประเทศที่มีความปลอดภัย จึงส่งกองทหาร 3 แสนคน กับประชาชน 5 แสนคน ร่วมกันสร้างกำแพงใหญ่ เริ่มจากทิศตะวันตกที่เมือง หลินเถา ถึงตะวันออกที่เมือง เลี๋ยวตง มีความยาว 10,000 ลี้ ทำให้ผู้คนเรียกกำแพงนี้ว่า กำแพงหมื่นลี้ กำแพงนี้ถูกสร้างขึ้นบนฐานเดิมของ กำแพงเมืองจีนรุ่นเก่า จึงใช้เวลาสร้างเพียง 9 ปี


หลังจากราชวงศ์ฉิน มาสู่ ราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์สุย ราชวงศ์หมิง กับราชวงศ์ที่ปกครองแผ่นดินทางเหนืออยู่ยาวนาน เช่น ราชวงศ์เป่ยเว่ย ราชวงศ์เป่ยโจว ราชวงศ์เลี๋ยว ราชวงศ์จิน เป็นต้น ล้วนเคยสร้างกำแพงแบบเดียวกันนี้ สำหรับกำแพงที่พวกเราเห็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นกำแพงที่สร้างขึ้นในราชวงศ์หมิง เริ่มทางตะวันตกที่ เมือง เจีย ยวี่ กวน ของมณฑล กันซู ถึงตะวันออกที่ เมือง ซาน ไห่ กวน ของมณฑล เหอเป่ย ประมาณว่ามีความยาว 12,000 ลี้ เส้นทางผ่านของกำแพงสายนี้ กับสายของราชวงศ์ฉิน ไม่เหมือนกัน

ไม่ว่าสมัยราชวงศ์ฉิน หรือสมัยราชวงศ์หมิง การสร้างกำแพงเต็มไปด้วยความยากลำบาก กำแพงหมื่นลี้ส่วนใหญ่สร้างบนภูเขาสูง วัสดุที่ใช้ก่อสร้างมีหลายขนาด ขนาดเล็กอาจมีน้ำหนักหลายสิบชั่ง ขนาดใหญ่อาจมีน้ำหนักหลายพันชั่ง ( 1 ชั่ง = ครึ่งกิโลกรัม โดยประมาณ ) สมัยนั้น ไม่มีรถยนต์ ไม่มีรถไฟ ไม่มีปั้นจั่น ไม่มีเครื่องมือสำหรับยกของหนัก การยกสิ่งของที่หนัก พันชั่ง ร้อยชั่ง จากเชิงเขาสู่ยอดเขา ย่อมเป็นความลำบากสุดที่จะพรรณนา กำแพงเมืองจีนในส่วนของเมือง ปาต๋าหลิ่ง ( ใกล้กรุงปักกิ่ง ) ใช้คนหลายพันคนซ่อมสร้างเมื่อหลายสิบที่ผ่านมา ในเวลา 1 ปี ได้ระยะเพียง 200 เมตร มองย้อนกลับไปในสมัยราชวงศ์หมิง ที่ปกครองประเทศกว่า 200 ปี ประวัติศาสตร์การก่อสร้างกำแพงในสมัยนั้น กว่าจะได้ระยะ 200 เมตร คงจะต้องใช้เวลาหลาย ๆ ปีทีเดียว


ประวัติศาสตร์ของกำแพงเมืองจีนซึ่งทำให้เห็นการรวมประเทศที่มีความปลอดภัยนั้น ยังนำมาซึ่งข้อดีให้เห็นอีกหลายประการ แต่ว่าการสร้างกำแพงนี้ก็ได้นำ ความทุกข์ระทม มหาศาลมาสู่ประชาชนด้วย มีเหตุการณ์ในสมัยราชวงศ์ฉินเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ณ เวลานั้นประชากรจีนมีอยู่ประมาณ 20 ล้านคน เป็นประชากรที่อยู่ในวัยทำงานไม่ถึง 10 ล้านคน จำนวนทหารและชาวบ้าน ก่อนและหลัง การสร้างกำแพง มีอยู่ประมาณ 4 ล้านคน เกือบจะเท่ากับแรงงานทั้งหมดที่มีอยู่ทั่วประเทศ ดังนั้น ตั้งแต่ราชวงศ์ฮั่น เป็นต้นมา จึงมีประชาชนจำนวนไม่น้อยต่อต้านการสร้างกำแพง กำเนิดเป็น บทกวี บทเพลง และนิทาน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องระหว่างการสร้างกำแพงกับทุกข์ระทมของประชาชน แพร่หลายท่ามกลางหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง เรื่องที่มีชื่อเสียงที่สุด คือ กำแพงร้องไห้ของ เมิ่ง เจียน นวี่


เล่ากันว่า คู่ภริยา-สามี สาวหนุ่มคู่หนึ่ง ในเขตปกครอง ส่านซี คือ เมิ่ง เจียน นวี่ กับสามี ฟ่าน ฉี่ เลี๋ยง ที่เพิ่งแต่งงานกัน ต้องพรากจากกันเนื่องจาก ฟ่าน ฉี่ เลี๋ยง ถูกจักรพรรดิจิ๋นซี นำตัวไปสร้างกำแพง เพียงแค่จากกันก็นับได้หลายปี เมิ่ง เจียน นวี่ คิดถึงและเป็นห่วงสามีทั้งวัน ทั้งคืน เธอเห็นว่าสามีจากไปหลายปีแล้วไม่กลับมา จึงเก็บเสื้อหอบผ้าไปที่กำแพงเพื่อตามหาสามี เธอแวะเวียนไปหลายต่อหลายแห่งก็ไม่พบแม้แต่เงาของสามี วันหนึ่งที่บริเวณเขตก่อสร้าง ซานไห่กวน ได้พบเพื่อนคนหนึ่ง ของ ฟ่าน ฉี่ เลี๋ยง จึงทราบว่า ฟ่าน ฉี่ เลี๋ยง ตายแล้ว เมิ่ง เจียน นวี่ ถึงกับใจแตกสลาย ร่ำไห้คร่ำครวญไม่หยุดหย่อน ร่ำไห้ไปจนถึงตัวกำแพง จักรพรรดิทราบข่าวจึงให้คนไปจับตัว เมิ่ง เจียน นวี่ มาลงโทษ เธอทราบข่าวเช่นนั้น ตั้งใจไม่ยอมตายในอุ้งพระหัตถ์จอมจักรพรรดิ จึงกระโดดลงทะเลฆ่าตัวตายจากไป ภายหลังผู้คนต้องการรำลึกถึงชะตากรรมการอุทิศชีวิตเพื่อความรัก จึงได้สร้างศาล เมิ่ง เจียน นวี่ ขึ้นที่ ซานไห่กวน นั่นเอง

แท้จริงแล้วการตายของ ฟ่าน ฉี่ เลี๋ยง กับเมิ่ง เจียน นวี่ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ จอมจักรพรรดิจิ๋นซี เรื่องของ เมิ่ง เจียน นวี่ มีมาก่อนรัชสมัยของจักรพรรดิจิ๋นซี และอีกอย่างหนึ่ง ในสมัยราชวงศ์ฉิน ไม่มีการสร้างกำแพง ที่ ซานไห่กวน การผูกเรื่อง เมิ่ง เจียน นวี่ กับจักรพรรดิจิ๋นซีเข้าด้วยกันนั้น เป็นผลงานของกวีผู้หนึ่ง ภายหลังผู้คนนำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นของการต่อต้านการสร้างกำแพงเมืองจีนเท่านั้น ศาล เมิ่ง เจียน นวี่ ในปัจจุบันนั้น ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1594


วันนี้กำแพงเมืองจีน ไม่เพียงความอลังการของมันที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก แต่ยังเป็นศิลปะวัฒนธรรมที่เก่าแก่และสำคัญยิ่งของประเทศจีน ที่นำผู้ชำนาญการด้านต่าง ๆ เข้ามาศึกษาและวิจัย รัฐบาลจีน ได้มีการดำเนินงานอนุรักษ์และฟื้นฟูกำแพงยาวนี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทั้งจากในประเทศและจากต่างประเทศ มีผู้คนส่งเงินให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการซ่อมแซมกำแพงหมื่นลี้เหล่านี้ ไม่กี่ปีที่ผ่านมา กำแพงหลายส่วนถูกบูรณะแล้ว จึงนับเป็นเรื่องดีอย่างยิ่งสำหรับการท่องเที่ยวและการศึกษาวิจัยถึงความริเริ่มของการสร้างกำแพงมหัศจรรย์ของโลก แห่งนี้