น้ำตกแม่ยะ จ.เชียงใหม่

น้ำตกแม่ยะ เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีความสวยงามมาก มีขนาดใหญ่ที่สุด สวยที่สุด และสูงที่สุดของของบรรดาน้ำตกในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เคยได้รับการจัดอันดับเป็นน้ำตกที่สวยที่สุดของประเทศไทย ก่อนมีการค้นพบน้ำตก ทีลอซู ที่จังหวัดตาก สายน้ำจากลำห้วยแม่ยะตกจากหน้าผาสูงชันไหลลดหลั่นลงมาประมาณ 30 ชั้น รวมความสูงกว่า 260 เมตร ในช่วงฤดูฝนสายน้ำตกจะแผ่กว้างถึง 100 เมตร เหมือนกับม่านน้ำ แล้วไหลลงไปรวมกันที่แอ่งน้ำเบื้องล่าง ดูสวยงามมาก บางช่วงของหน้าผา เป็นชะง่อนหินให้นักท่องเที่ยวเข้าไปหลบละอองไอน้ำที่ตกกระทบมองดูเหมือน ม่านหมอกสีขาวสะอาดตา สัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติอีกรูปแบบหนึ่ง แล้วลงเล่นน้ำที่แอ่งด้านล่างอย่างสนุกสดชื่น น้ำตกแม่ยะในฤดูแล้งปริมาณน้ำอาจลดน้อยลง แต่สายน้ำตกจะใสสะอาดกว่า รอบๆบริเวณน้ำตกแม่ยะ เป็นป่าไม้พรรณไม้ร่มรื่น เหมาะสำหรับการไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ทางด้านท้ายน้ำตกแม่ยะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ได้ติดตั้งโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เพื่อนำน้ำมาผลิตกระแสไฟฟ้าอีกด้วย นักท่องเที่ยวสามารถกางเต้นท์พักแรมที่น้ำตกแม่ยะได้


ความอุดมสมบูรณ์ ความชุ่มชื้นในผืนป่าสูงของยอดดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของประเทศ นอกจากจะเป็นแหล่งต้นกำเนิดของน้ำตกแม่ยะแล้ว ยังเป็นแหล่งให้กำเนิดน้ำตกที่สวยงามอื่นๆอีกด้วย น้ำตกสวยงามอื่นๆบนดอยอินทนนท์นั้น จะอยู่ริมเส้นทางขึ้นสู่ยอดดอย เช่น น้ำตกแม่กลาง น้ำตกวชิรธาร และ น้ำตกสิริภูมิ


น้ำตกปูแกง จ.เชียงราย

น้ำตกปูแกง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยหลวง ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย น้ำตกปูแกงเป็นน้ำตกหินปูนขนาดใหญ่ซึ่งเกิดจากการทับถมของหินปูนที่ไหลปะปนมากับสายน้ำทำให้เกิดเป็นหินงอกหินย้อย น้ำตกแห่งนี่มีทั้งหมด 9 ชั้น แต่ละชั้นมีลีลาการไหลที่งดงามและอ่อนนุ่มแตกต่างกันออกไป น้ำตกทุกชั้นมีแอ่งน้ำทำให้นักท่องเที่ยวสามารถลงเล่นน้ำได้ และภายในบริเวณน้ำตกยังมีถ้ำตื้นมากมายหลายแห่ง น้ำตกแห่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นประจำเพราะการเดินทางที่สะดวก



บริเวณน้ำตกนี้ยังเป็นแหล่งรวมของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์นานาชนิด และท่านที่สนใจชมธรรมชาติที่หลากหลาย ทางอุทยานแห่งชาติดอยหลวงได้จัดเส้นทางศึกษาธรรมชาติไว้บริการ การเดินทางไปน้ำตกมีทางแยกจากถนนสายเชียงราย-พะเยาบริเวณหลักกิโลเมตรที่ เข้าไปถึงบริเวณน้ำตก ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร เส้นทางใช้ได้ตลอดปี สำหรับผู้ที่สนใจจะมาท่องเที่ยวควรมาในช่วงฤดูฝนหรือต้นฤดูหนาว ซึ่งน้ำตกจะมีน้ำมากและสวยงามที่สุด ส่วนหน้าแล้งน้ำจะน้อยในบางช่วงน้ำแห้งขอดเลยทีเดียว


น้ำตกขุนกรณ์ จ.เชียงราย

อยู่บนเทือกเขาดอยช้าง ต.แม่กรณ์ ห่างจากตัวเมืองตามทางหลวงหมายเลข1211 ประมาณ 18 กม. เลี้ยวขวาเข้าไป 12 กม. หรือไปตามทางหลวงหมายเลข1 สายเชียงราย-พะเยา ประมาณ 15 กม. จะมีป้ายแยกขวาไปอีก 17 กม. ถึงที่ทำการวนอุทยานฯ แล้วเดินเท้าไปยังตัวน้ำตกอีกประมาณ 30 นาที น้ำตกขุนกรณ์เป็นน้ำตกที่สูงและสวยที่สุดของจังหวัดเชียงราย ชาวบ้านเรียกว่า "น้ำตกตาดหมอก" มีความสูงถึง 70 ม.สองข้างทางที่เดินเข้าสู่ตัวน้ำตกเป็นป่าเขาธรรมชาติร่มรื่น


สภาพพื้นที่เป็นหุบเขาล้อมรอบด้วยภูเขาสูง เป็นภูเขาสูงชันตอนบนยอดเขาซึ่งเป็นจุดสูงสุด และเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารของน้ำแม่กรณ์ซึ่งประกอบด้วยห้วยต่างๆ คือห้วยแม่กรณ์ ห้วยแม่มอญ ห้วยย่าดี ห้วยเลาอ้าย ไหลรวมกันเป็นน้ำแม่กรณ์แล้วไหลรวมกับแม่น้ำลาว

อุทยานแห่งชาติภูเรือ จ.เลย

อุทยานแห่งชาติภูเรือ ปัจจุบันมีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอภูเรือ อำเภอหนองบัว และอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย อาณาเขตด้านทิศเหนืออยู่ติดกับประเทศลาว รูปพรรณสันฐานของภูเรือมีรูปร่างลักษณะเหมือนเรือใหญ่บนยอดดอยสูงเป็นภูผาสีสันสะดุดตาหินบางก้อนมีลักษณะเหมือนถูกปั้นแต่งไว้ ชาวบ้านเรียกว่า "กว้านสมอ" โดยรอบๆ จะเห็นยอดดอยเป็นขุนเขาน้อยใหญ่ใกล้เคียงเป็นฝ้าขาวด้วยละอองน้ำ หมอก ปกคลุมไว้ท่ามกลางป่าอันอุดมสมบูรณ์ มีเนื้อที่ประมาณ 120.84 ตารางกิโลเมตร หรือ 75,525 ไร่


พื้นที่ป่าภูเรือประกอบด้วยทิวเขาสูง สลับซับซ้อนเรียงรายเป็นรูปต่างๆ น่าพิศวงสลับกับที่ราบเป็นบางส่วน สาเหตุที่ขนานนามว่า "ภูเรือ" เพราะมีภูเขาลูกหนึ่งมีชะโงกผายื่นออกมาดูคล้ายสำเภาใหญ่ และที่ราบบนยอดเขามีลักษณะคล้ายท้องเรือ ตลอดจนมีธรรมชาติและทิวทัศน์ที่สวยงาม


ในปี พ.ศ. 2519 อธิบดีกรมป่าไม้ เดินทางมาราชการที่จังหวัดเลย นายสุจินต์ เพชรดี ปลัดจังหวัดเลย ได้ให้ความเห็นว่า ควรส่งเสริมป่าภูเรือให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัด จึงให้ทางอำเภอภูเรือไปสำรวจพื้นที่ พบว่าพื้นที่ป่าภูเรือมีทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามสำคัญหลายแห่ง เช่น ป่าไม้ น้ำตก ทิวทัศน์ เหมาะที่จะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติได้

อุทยานแห่งชาติหาดวนกร จ.ประจวบคีรีขันธ์

อุทยานแห่งชาติหาดวนกร เป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเล ตั้งอยู่ริมถนนเพชรเกษม ห่างจากประจวบคีรีขันธ์ไปทางอำเภอทับสะแก ประมาณ 23 กิโลเมตร มีชายหาดอันลือชื่อของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ทอดตัวเป็นแนวยาวลงไปในทะเล ทิวทัศน์ที่เงียบสงบ หาดทรายขาวสะอาด บนฝั่งมีทิวสนทะเลและสนประดิพัทธ์เป็นแนวขนานกับทะเล มีพื้นที่ทั้งหมด ประมาณ 23,750 ไร่ หรือ 38 ตารางกิโลเมตร ในเขตตำบลห้วยทราย ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง และตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พันธุ์ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้ที่ปลูกขึ้นใหม่ ได้แก่ สนทะเล สนประดิพัทธ์ สะเดา เป็นต้น


อุทยานแห่งชาติหาดวนกร แต่เดิมเป็นป่าสงวนแห่งชาติป่าวังด้วนและป่าห้วยยาง เป็นที่ตั้งของสวนป่าห้วยทราย ท้องที่อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ สวนป่าห้วยยาง สวนรุกขชาติห้วยยาง และสถานีวนกรรมห้วยยาง ท้องที่อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาสถานีวนกรรมห้วยยางได้ถูกยกเลิกไป เมื่อทางกรมป่าไม้มีนโยบายที่จะจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ จึงได้โอนพื้นที่แห่งนี้มาให้กองอุทยานแห่งชาติดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ.2532 เป็นต้นมา และได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าวังด้วน ป่าห้วยยาง และเกาะใกล้เคียง ในท้องที่ตำบลห้วยทราย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ และตำบลห้วยยาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมเนื้อที่ 38 ตารางกิโลเมตร

กว๊านพะเยา จ.พะเยา

กว๊านพะเยา เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติอยู่ใจกลางเมืองพะเยา อยู่ในเขตอำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา มีเนื้อที่ประมาณ 12,831 ไร่ เป็นทะเลสาบน้ำจืดใหญ่เป็นอันดับ 1 ในภาคเหนือ และ อันดับ 3 ของประเทศไทย (รองจาก หนองหาน และบึงบอระเพ็ด) มีปริมาณน้ำเฉลี่ยปีละ 29.40 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพันธ์ปลาน้ำจืดกว่า 48 ชนิด เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาชนิดต่างๆ เช่น ปลากราย ปลาสวาย ปลาเทโพ ปลาจีน ปลาไน รวมทั้งปลานิล อันลือชื่อของจังหวัดพะเยา


กว๊านพะเยา เกิดจาการยุบตัวของเปลือกโลกเมื่อประมาณ 70 ล้านปีมาแล้ว เป็นแอ่งน้ำซึ่งเป็นที่รวบรวมของลำห้วยต่างๆ 18 สาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2478 กรมประมงได้ตั้งสถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยาขึ้นบริเวณต้นแม่น้ำอิงและสร้างฝายกั้นน้ำทำให้เกิดเป็นบึงขนาดใหญ่ มีความลึกเฉลี่ย 1.5 เมตร คำว่า "บึง" ภาษาพื้นเมือง เรียกว่า "กว๊าน"


ในอดีตพื้นที่กว๊านพะเยาเป็นพื้นที่รองรับน้ำจากเทือกเขาไหลลงมาเป็น ลำห้วย ลำธาร แม่น้ำ และกลายเป็นหนองน้ำเล็กใหญ่ในช่วงฤดูแล้งระหว่างเดือนมีนาคม-มิถุนายน ของทุกปี ปริมาณน้ำจะลดลงทำให้ชาวบ้านสามารถใช้พื้นที่เกษตรกรรม เลี้ยงสัตว์และเป็นเส้นทางสัญจรไปมาระหว่างตัวเมืองกับหมู่บ้านรอบๆ กว๊านพะเยา และเมื่อหลายร้อยปีมานั้นพื้นที่ในบริเวณของกว๊านพะเยาจะเป็นชุมชนหมู่บ้านมีวัดวาอารามอยู่หลายวัด ต่อมาเมื่อกรมประมงสร้างประตูกั้นน้ำในกว๊านพะเยาเพื่อกักเก็บน้ำ จึงทำให้บริเวณกว๊านพะเยาที่แต่เดิมเป็นชุมชนโบราณ และมีวัดหลายแห่งต้องจมอยู่ในกว๊านพะเยา

ทัศนียภาพโดยรอบกว๊านพะเยา มีความร่มรื่น สามารถมองเห็นแนวทิวเขาสลับซับซ้อนที่งดงาม ทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติที่สวยงามสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็น จนอาจจะกล่าวได้ว่าหัวใจของเมืองพะเยาอยู่ที่กว๊านพะเยานี่เอง

โคลอสเซียม อิตาลี

โคลอสเซียม เป็นสนามกีฬากลางแจ้งขนาดใหญ่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโรม เริ่มสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิเวสเปเซียนแห่งจักรวรรดิโรมัน และสร้างเสร็จในสมัยของจักรพรรดิไททัส ในคริสต์ศตวรรษที่ 1 หรือประมาณปี ค.ศ. 80 อัฒจันทร์เป็น รูปวงกลมก่อด้วยอิฐและหินทรายวัดโดยรอบได้ประมาณ 527 เมตร สูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 50,000 คน มีการออกแบบอย่างชาญฉลาดโดยสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา และมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำท่วมขังในสนามขณะเกิดฝนตก ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาต่างๆในปัจจุบัน ในบางครั้งจะมีการเรียกชื่อ โคลิเซียม (Coliseum)


สิ่งก่อสร้างรูปทรงโค้งเป็นวงกลมซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางของกรุงโรมแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเชิดชูเหล่านักรบโรมันและเป็นอนุสรณ์ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรโรมัน สนามกีฬาแห่งนี้สูง 48 เมตร ยาว 188 เมตร และกว้าง 156 เมตร แนวคิดในการออกแบบโคลอสเซียมนี้ยังคงมีความสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้ ดังจะเห็นได้จากการออกแบบสนามกีฬาแทบทุกแห่งในโลกนับตั้งแต่นั้นมาต้องปฏิบัติตามแม่แบบดั้งเดิมของโคลอสเซียมอย่างปฏิเสธไม่ได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้สิ่งที่ได้รับรู้จากภาพยนตร์และหนังสือบันทึกทางประวัติศาสตร์จะแสดงให้เห็นว่าสนามกีฬาแห่งนี้มีแต่การต่อสู้และการแข่งขันที่โหดร้ายต่างๆ นานา เพื่อความสุขของผู้ชมเท่านั้นก็ตาม


ใต้อัฒจรรย์โคลอสเซียม (Colosseum) และใต้ดินโคลอสเซียม (Colosseum) มีห้องสำหรับขังนักโทษที่รอการประหารชีวิต และสิงโต หลายร้อยห้อง ใช้เป็นสถานที่ให้นักโทษ ต่อสู้กับสิงโตที่อดอาหาร หากนักโทษผู้ใดเอาชนะ ฆ่าสิงโตได้ด้วยมือเปล่าได้ก็รอดชีวิตไป หรือ ไว้ใช้เป็นที่ประลองฝีมือในเชิงฟันดาบของบรรดาเหล่าทาสให้ต่อสู้กันเอง ยิ่งถ้าต่อสู้กัน จนถึงสามารถฆ่าคู่ต่อสู้ตาย ก็จะได้รับเกียรติอย่างสูงเพราะเป็นการต่อสู้ที่ชาวโรมันนิยมและยกย่องกัน มากทปีๆธิหนึ่งต้องสูญเสียชีวิตนักโทษและทาสไม่ต่ำกว่าร้อยคน


สนามกีฬาโคลอสเซียม (Colosseum) แห่งนี้ จึงเป็นสิ่งก่อสร้างที่แสดงถึงความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรโรมันโบราณ แต่เมื่ออาณาจักรโรมันเสื่อมลง โคลอสเซียม (Colosseum) ก็ถูกข้าศึกทำลายหลายครั้งหลายหน ในปัจจุบันเหลือแต่ซากโครงสร้างอันใหญ่โตมโหฬารไว้ให้ชม