รูปปั้นพระเยซูคริสต์ บราซิล
รูปปั้นพระเยซูหนักกว่า 600 ตัน ตั้งอยู่บนยอดเขาคาร์โควาโดเหนือเมืองริโอ เด จาเนโร โดยได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นด้วยฝีมือของประติมากรชาวฝรั่งเศส พอล ลันดอฟสกี้ กับวิศวกรชาวบราซิล ไฮตอร์ ดา ซิลวา คอสต้า ใช้เวลาในการสร้างถึง 5 ปีและเปิดตัวสู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ปี 1931 นอกจากนี้ บนยอดเขายังมีการสร้างห้องสวดมนต์ไว้เป็นที่ระลึกฉลองครบรอบ 75 ปีของรูปปั้นอีกด้วย
รูปปั้นพระเยซูคริสต์ ตั้งอยู่ที่ยอดเขากอร์โกวาดู ประเทศบราซิล มีความสูงราว 38 เมตร ได้รับการออกแบบโดยไฮตอร์ ดา ซิลวา กอสตา ชาวบราซิล และสร้างโดยพอล ลันดอฟสกี ประติมากรชาวฝรั่งเศสเชื้อสายโปแลนด์ ใช้เวลาในการสร้าง 5 ปี โดยทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 ตุลาคม ปี พ.ศ. 2474
รูปปั้นของพระเยซูที่โปรดให้พ้นบาป ยืนสูง 30 เมตร (98 ฟุต) และกำลังมองข้ามเมือง Rio de Janeiro หนึ่งในรูปปั้นสูงที่สุดในโลก รูปปั้นพระเยซูเยืนยื่นแขนออกมาต้อนรับ และเป็นหนึ่งของสัญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงมากของเมืองนี้ พัฒนาโดยวิศวกร Heitor da Silva Costa และองค์กร สร้างขึ้นในปี 1921 โครงการทำเกือบ 5 ปีจึงเสร็จสิ้น
รูปปั้นอยู่บนภูเขา Corcovado (ภูเขา Hunchback) และตั้งในอุทยานแห่งชาติ Tijuca เป็นสถานที่ปิคนิกที่รื่นเริง นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปฐานของรูปปั้น ซึ่งสูง 709 m (2326 ฟุต) สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของภูเขา Sugar Loaf กลางเมือง Rio de Janeiro และชายหาดของ Rio de Janeiro นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นรถไฟไปบนยอดของภูเขาเพื่อมองรูปปั้นอย่างใกล้ชิด และวิวที่สวยงามมากมาย
รูปปั้นพระเยซูคริสต์นี้ถือเป็นอนุสาวรีย์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของนครรีโอเดจาเนโร และเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวบราซิล มีนักท่องเที่ยวเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ราว 1,800,000 รายต่อปี
ซากปรักหักพังของนครชาวมายาอันลี้ลับ ชีเชนอิตซา (ChichénItzá) อันมีความหมายว่า ปากบ่อน้ำของชาวอิตซา ดึงดูดความสนใจของนักโบราณคดี นักสำรวจ และนักประวัติศาสตร์ มานับตั้งแต่มีการค้นพบ ดั้บการพรรณนาเป็นครั้งแรกโดยท่านบิชอปเดียโก เด ลันดา (Diego de Landa) ผู้เขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของยูคาทาน (Ydcatán) เมื่อปลายศตวรรษที่ 16 นครชีเชนอิตซารุ่งเรืองสูงสุดประมาณปี ค.ศ. 600-1200 เป็นไปได้ว่าที่นี่คือศูนย์กลางหลักด้านศาสนาและการเมืองของทั่วบริเวณคาบสมุทรยูคาทาน โบราณสถานแห่งนี้ประกอบด้วยอาคารหินที่ตกแต่งและออกแบบอย่างวิจิตรบรรจงไว้มากมายหลายแห่ง อาทิ วิหารพีระมิด พระราชวัง หอดูดาว โรงอาบน้ำ และสนามบอล ทั้งหมดนี้สร้างขึ้นโดยไม่มีการใช้เครื่องมือโลหะเลย แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบแน่ชัด ชาวมายาเริ่มผละจากชีเชนอิตซาไปตั้งแต่ราวต้นศตวรรษที่ 13 ก่อนซากนครจะถูกกลืนหายไปในป่าชัฏ
การมีอยู่ของชีเชนอิตซาเป็นที่รู้กันมานานหลายศตวรรษแล้วหลังถูกทิ้งร้าง แต่ก็หาได้มีการสำรวจซากนครแห่งนี้จวบจนปลายทศวรรษ 1830 นับตั้งแต่ปี 1839-1842 นักสำรวจและนักเขียนชาวอเมริกัน จอห์น ลอยด์ สตีเฟนส์ (John Lloyd Stephens) ร่วมด้วยสถาปนิกและนักเขียนแบบ เฟรเดอริค เคเธอร์วูด (Frederick Catherwood) ได้เดินทางท่องทั่วอเมริกาใต้ โดยไปเยือนโบราณสถานแห่งนี้นับครั้งไม่ถ้วน ผลจากการศึกษาค้นคว้าของพวกเขาปรากฎเป็นหนังสือสำคัญสองเล่ม คือ Incidents of Travel in Central America, Chiapas and Yucatán (1841) กับ Incidents of Travel in Yacatán (1843) ทั้งสองเล่มเขียนโดยสตีเฟนส์ และวาดภาพประกอบโดยเคเธอร์วูด
ระหว่างปี 1875 และ 1883 นักสะสมโบราณวัตถุและนักถ่ายภาพชาวฝรั่งเศส ออกุสตุส เลอ ปลงเฌออง กับ อลิซ ภรรยา ได้ลงมือขุดค้นชีเชนอิตซาเป็นครั้งแรก และบันทึกภาพสามมิติของนครโบราณไว้อย่างน่าอัศจรรย์ อย่างไรก็ดี ข้อสรุปของปลงเฌอองเกี่ยวกับชาวมายานั้นออกจะคลุมเครือภายใต้ม่านหมอกความเชื่อของเขาที่ว่า อเมริกาใต้คือจุดกำเนิดอารยธรรมของโลก
หลังจากนั้นก็ยังมีคณะสำรวจอื่น ๆ มาเยือนที่นี่ไม่ขาด อาทิเช่น คณะของทีโอแบร์โต มาแลร์ (Teoberto Maler) ผู้มีเชื้อสายอิตาเลียน ได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่ชีเชนอิตซาร่วมสามเดือนในทศวรรษ 1880 มาแลร์จดบันทึกทุกซอกมุมของซากนครโบราณอย่างละเอียดยิ่งกว่าผู้ใดก่อนหน้านี้ และในปี 1889 อัลเฟรด พี. โมดสเลย์ (Alfred P.Maudslay) ทูตอังกฤษ ประเทศเจ้าอาณานิคม โมดสเลย์ซึ่งเป็นนักสำรวจและนักโบราณคดีด้วย ได้มาสำรวจและถ่ายภาพซากนคร ต่อมาผู้ช่วยของเขา เอ็ดเวิร์ด เอช. ทอมป์สัน (Edward H. Thompson) กงสุลสหรัฐฯ ในยูคาทาน ได้ย้ายมาอยู่ในชีเชนอิตซาพร้อมด้วยภรรยาชาวมายา เขาใช้เวลาร่วม 30 ปี ดำเนินการศึกษาสำรวจท่ามกลางซากปรักหักพัง รวมทั้งขุดหาศิลปวัตถุที่ทำด้วยทองแดง ทองคำ หยก และกระดูกมนุษย์ จากบ่อน้ำหินปูนศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Cenote)
สะพานโกลเดนเกต ทอดยาวข้ามอ่าวตอนเหนือของเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาสร้างในสมัยประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. โรสเวลต์ เมื่อปี ค.ศ. 1933 เสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1937 ตอนกลางสะพานยาว 1,280 เมตร กว้าง 27 เมตร สูงกว่าระดับน้ำทะเล 67 เมตร มีทางรถยนต์ 6 ทาง รถบรรทุก 3 ทาง รถไฟ 2 ทาง ใช้งบประมาณก่อสร้างราว 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
สะพานโกลเดนเกตกลายเป็นสถานที่ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก เมื่อสร้างเสร็จใหม่ๆ สะพานกลายเป็นสัญลักษณ์ของสหรัฐอเมริกาไปโดยปริยาย ปัจจุบันนี้เองผู้คนทั่วโลกเองก็ยังคงรู้จักสะพานโกลเดนเกตและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของสหรัฐอเมริกา และจากผลการสำรวจสถานที่ที่น่าประทับใจของสถาบันสถาปนิกอเมริกัน พบว่าอยู่ในอันดับที่ 5 ของสถานที่ต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา
ทัชมาฮาล ตั้งอยู่ในเมืองอัคระ บนฝั่งแม่น้ำยมนา ประเทศอินเดีย เป็นอนุสาวรีย์แห่งความรักที่ยิ่งใหญ่ของโลก เพราะที่นี่เป็นสุสานฝังศพของ มุมทัชมาฮัล ราชินีผู้ป็นที่รักยิ่งของ พระเจ้าชาห์เยฮัน พระนางสิ้นพระชนม์เพราะคลอดโอรสองค์ที่ 15 ซึ่งทำให้พระเจ้าชาห์เยฮัน เศร้าโศกมาก พระองค์จึงสร้างที่ฝังศพที่หญ่โตที่สุดในโลกขึ้นที่ริมแม่น้ำยมนา
สร้างระหว่างปี พ.ศ. 2173-2191 (ค.ศ. 1630-1648) เสียเวลาสร้างอยู่ 23 ปี ทกส่วนสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวนวลบริสุทธิ์ ตามแบบสถาปัตยกรรมเปอร์เซีย โดยสถาปนิก อุสตาด ไอสา (Ustad lsa) มีผู้ร่วมสร้างเป็น ผู้ออกแบบ ช่างเขียนลวดลาย ช่างอิฐ ช่างปูน ช่างประดับลวดลายด้วยกระเบื้อง ช่างแกะสลัก ช่างตกแต่งภายใน รวม 20,000 คน วัตถุในการก่อสร้าง คือ หินอ่อนสีขาวจากเมืองมะครานา หินอ่อนสีแดงจากเมืองฟาตีบุระ หินอ่อนสีเหลือง จากฝั่งแม่น้ำนรภัทฑ์ เพชรตาแมวจากกรุงแบกแดด ปะการัง และ หอยมุกจากมหาสมุทรอินเดีย หินเจียรไนสีฟ้าจากเกาะลังขะ เพชรจากเมืองบนทลขัณฑ์ สิ้นเงินค่าก่อสร้าง 50,000,000 เหรียญอเมริกัน หรือ ประมาณ 1,000,000,000 บาท ![]()
ซึ่งได้รับคำรับรองจากสถาปนิกทั่วโลกว่าสร้างขึ้นโดยถูกสัดส่วน และ วิจิตรงดงามที่สุด กว้างยาวด้านละ 39 เมตร(130 ฟุต) ตรงกลางมีโดมสูง 60 เมตร(200 ฟุต) มีโดมเล็กๆ เป็นหสูงอยู่ทั้ง 4 มุม ภายในประดับด้วย หินอ่อนสลักฉลุเป็นลวดลายวิจิตรตระการตาแทรกเสริมด้วย พลอยสี ทับทิม และนิล ตรงกลางภายใต้หลังคาโดมใหญ่มีแท่นวางหีบศพที่ทำด้วยหินอ่อน และมีฉากหินอ่อนฉลุลายงามเป็นพิเศษกั้นอีกชั้นหนึ่ง แต่ศพจริงๆ ไม่ได้บรรจุอยู่ในหีบ หากฝังอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินตรงกับที่วางหีบศพนั้น ภายหลังที่สร้างทัชมาฮัล ซาร์เจฮันใฝ่ฝันที่จะสร้าง ที่ฝังศพตัวเองที่ฝั่งแม่น้ำตรงกันข้ามจะเป็นหินอ่อนสีดำล้วนๆ แต่ลูกชายเกรงเงินจะหมดจะไม่มีใช้ เมื่อขึ้นครองราชสมบัติจึงจับพ่อขังอยู่ได้ 7 ปี ก็สิ้นพระชนม์ ประมาณปี พ.ศ.2209 (ค.ศ.1666) แล้วเอาศพไปฝังข้างศพแม่ ส่วนนายช่างผู้ออกแบบถูกสั่งให้ประหาร ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีโอกาสออกแบบสิ่งก่อสร้างใด ๆ ที่สวยกว่าได้
ทัชมาฮาลเป็นสถาปัตยกรรมที่ได้รับการยกย่องว่าสร้างขึ้นมาได้อย่างเหมาะสมสวยงามน่ามหัศจรรย์
ถ้ำเมืองออน เป็นถ้ำมีหินงอนคล้าย มีนมผา เป็นพระธาตุตั้งอยู่กลางลานในถ้ำ ผนังถ้ำเป็นหินงอกหินย้อย สดใสแวววาวสกาวพร่างยามต้องแสงไฟ เย็นชื้น สบายใจ ตั้งอยู่ในเขตหมู่บ้านสหกรณ์ 2 ตำบลบ้านสหกรณ์ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เดินทางได้ทางรถยนต์ สะดวกตลอดปี ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 40 กม.
เป็นถ้ำขนาดใหญ่บนเทือกเขาหินปูนโดด ๆ โดยรอบเป็นเทือกเขาที่มีโครงสร้างหินหลายชนิด ส่วนใหญ่เป็นหินชั้น และหินแปร ทางเข้าถ้ำเป็นบันไดลึกลงสู่เบื้องล่างมีโถงถ้ำขนาดใหญ่ มีหินงอกหินย้อยที่งดงาม ตรงกลางโถงถ้ำเป็นหินงอก " พระธาตุนมผา " เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำถ้ำ ผนังถ้ำประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิ และพระนอน ภายในถ้ำแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ปฎิบัติธรรมวิปัสสนากัมมัฏฐาน ของครูบาศรีวิชัย และบริเวณปากถ้ำมีรูปปั้นครูบาศรีวิชัย และสถูปอัฏฐิของท่าน รวมทั้งมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ด้วย ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยว เฉลี่ยประมาณวันละ 50 - 60 คน
ถ้ำมรกต เป็นถ้ำที่มีชื่อเสียงของ จ.ตรัง ตั้งอยู่บนเกาะมุกต์ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ถ้ำมรกต ถ้ำมหัศจรรย์กลางทะเล จะเข้าออกได้เฉพาะช่วงน้ำลงเท่านั้น ปากถ้ำเป็นโพรงเล็กๆ การเข้าออกจะต้องลอยคอในน้ำ ลอดถ้ำอันมืดมิด ผ่านเส้นทางคดโค้ง น่าตื่นเต้น ระยะทางความยาวก็อยู่ที่ประมาณ 80 เมตร เข้าแถวเรียง 1 ตามคนนำทางที่ช่ำชอง 
เมื่อพ้นปากถ้ำจะเจอหาดทรายเล็กๆ สีขาว เม็ดทรายละเอียดยิบ เงยหน้ามองดูด้านบนของถ้ำ จะเห็นท้องฟ้าสีครามเป็นหลังคา รู้สึกคล้ายว่าเราได้ยืนอยู่ในบ้าน เพราะเราจะเห็นภูผาสูงลับฟ้าล้อมรอบทิศทาง คล้ายกับฟ้าเป็นเสมือนหลังคาบ้าน ต้นไม้ที่เกาะอยู่ตามหน้าผาสูงชัน บางต้นมีขนาดใหญ่มาก เกาะตามหน้าผาชัน ดอกไม้ป่าก็มีให้เห็นเป็นระยะๆ โพรงที่ลอดเข้าถ้ำมรกตจะอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของตัวเกาะ บริเวณปากทางเข้าถ้ำแสงจากภายนอกจะสะท้อนกับน้ำภายในถ้ำทำให้เห็นน้ำเป็นสีเขียวมรกต ดูแปลกตาและสวยงามตามธรรมชาติอย่างยิ่ง เมื่อพ้นปากถ้ำออกมาอีกด้านหนึ่งจะเห็นหาดทรายขาวสะอาดล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชัน
ถ้ำเขาบิน ตั้งอยู่ที่ตำบลหินกอง อ.เมือง จ.ราชบุรี ถนนลาดยางตลอดไปจนถึงทางเข้าถ้ำเลยทีเดียว การเดินทางจึงไม่ลำบากมากนัก และทางเข้าถ้ำก็ไม่สูง และทำเป็นบันได
ภายในถ้ำเขาบินประกอบด้วย บรรดาหินงอกหินย้อยต่าง ๆ ที่เกิดเป็นรูปร่างต่าง ๆ หลากหลายมากมายที่สวยงาม แต่อาจจะแสบตากับสีสันบ้างเล็กน้อย เพราะไฟภายในถ้ำนอกจากจะมีสีขาวนวลแล้ว ยังมีทั้งสีแดง สีเขียว สีฟ้า ทำให้บรรยากาศแปลกประหลาดกว่าถ้ำอื่นส่วนชื่อถ้ำเขาบิน นั้นมาจากหินงอกหินย้อยรูปคล้ายพญาอินทรีย์กางปีกภายในถ้ำนั่นเอง
ในถ้ำเขาบินนี้ ตลอดเส้นทางปากถ้ำ จนถึงส่วนที่ลึกที่สุดประมาณ 500 เมตร จัดระเบียบเส้นทางเดินชมถ้ำไว้ได้อย่างเรียบร้อยทีเดียว มีป้ายบอกด้านทางเข้า ด้านทางออกไว้ ถ้าเดินไปตามเส้นทางที่จัดไว้ จะวนครบรอบได้ดูจนทั่วทั้ง 8 คูหาที่มี (ศิวสถาน โถงอาคันตุกะ ธารอโนดาต สกุณชาติคูหา เทวสภาสโมสร กินนรทัศนา พฤกษาหิมพานต์ และอุทยานทวยเทพ) และแต่ละคูหาจะมีลักษณะเด่นให้นักท่องเที่ยวที่ได้มาชมจินตนาการตามชื่อของคูหานั้น ๆ แต่อากาศในถ้ำจะอบอ้าวพอสมควร ถ้าเดินชมผ่าน ๆ จะใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที แต่ถ้าชมดูรายละเอียดมากขึ้นก็จะใช้เวลามากกว่านั้น อาจถือพัดเล็ก ๆ ติดไม้ติดมือไปด้วยก็น่าจะดีนะคะ ไม่งั้นท่านที่ขี้ร้อนอาจจะทนไม่ค่อยไหว